
17 มิ.ย. เดือด ชาวประมงบุก “คมนาคม” ทวงสัญญาข้อเรียกร้อง ปลดแอกกฎหมายเรือ
ม็อบประมงนัดบุก "คมนาคม" 18 มิ.ย. นี้! "มงคล" แฉเดือดขบวนการคอร์รัปชันกรมเจ้าท่า ถ่วงแก้กฎหมาย-ส่อรีดไถผู้ประกอบการ ล่าสุดวิกฤตเรือพาณิชย์ถอดใจจ่อขายคืนรัฐเกือบ 50% หวั่นประมงไทยสูญพันธุ์
KEY
POINTS
- ชาวประมงนัดรวมตัวบุกกระทรวงคมนาคมในวันที่ 17 มิ.ย. เพื่อทวงสัญญาให้เร่งแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการประมงรวม 6 ข้อ
- ข้อเรียกร้องสำคัญคือการขยายอายุใบอนุญาตใช้เรือให้เป็น 2 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับใบอนุญาตทำการประมง และลดภาระด้านเอกสาร
- ผลกระทบจากกฎระเบียบที่เข้มงวดทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องการเลิกอาชีพ โดยมีการเสนอขายเรือคืนให้รัฐเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนเรือทั้งหมด
นายไตรฤกษ์ มือสันทัด ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” วันที่ 17 สมาคมประมงฯ จะไปทวงสัญญากับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่รับปากไว้กับชาวประมง เพื่อขอให้เร่งผลักดันการแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับกิจการประมงรวม 6 ข้อเรียกร้อง โดยมุ่งหวังลดภาระผู้ประกอบการ เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ และยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการกองเรือประมงของประเทศ
ผ่า 6 ข้อเรียกร้อง
ข้อเสนอสำคัญอันดับแรก คือ การแก้ไขกฎกระทรวงเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตใช้เรือประมง ให้มีอายุสอดคล้องกับใบอนุญาตทำการประมง โดยปัจจุบันใบอนุญาตใช้เรือตามมาตรา 162 แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย มีอายุไม่เกิน 1 ปี ขณะที่ใบอนุญาตทำการประมงตามพระราชบัญญัติการประมง มีอายุไม่เกิน 2 ปี ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องดำเนินการต่ออายุเอกสารหลายครั้ง
รวมถึงเสนอให้แก้ไขกฎหมายเพื่อขยายอายุใบอนุญาตใช้เรือประมงเป็นไม่เกิน 2 ปี ให้สอดคล้องกับใบอนุญาตทำการประมง โดยยังคงกำหนดให้มีการตรวจสภาพเรือเป็นประจำทุกปี เพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัยในการเดินเรืออีกประเด็นที่ภาคประมงติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ร่างข้อบังคับกรมเจ้าท่าเกี่ยวกับการสอบความรู้ผู้ทำการในเรือประมง ซึ่งขณะนี้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองกฎหมายกระทรวงคมนาคมแล้ว และอยู่ระหว่างขั้นตอนการประกาศใช้ของกรมเจ้าท่า
นอกจากติดตามความคืบหน้าร่างกฎกระทรวงว่าด้วยเครื่องหมายถาวรของเรือไทย ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ส่งเรื่องกลับมาให้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของกระทรวงคมนาคมอีกครั้ง
“การขอให้ปรับปรุงข้อบังคับเพื่อเปิดทางให้เรือประมงสามารถขนถ่ายสัตว์น้ำได้ โดยสมาคมประมงแห่งประเทศไทยจะต้องหารือร่วมกับกรมประมงเพื่อกำหนดแนวทางติดตามข้อมูลการจับสัตว์น้ำและการขนถ่ายสัตว์น้ำให้ชัดเจน ก่อนที่กรมเจ้าท่าจะดำเนินการแก้ไขข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง”
จัดระเบียบศูนย์ PIPO
ขณะเดียวกัน สมาคมประมงฯ ยังเสนอแนวทางแก้ปัญหาการต่ออายุหนังสือคนประจำเรือ หรือการออกหนังสือเล่มใหม่ในช่วงรอเอกสารตัวจริง โดยให้สามารถใช้เอกสารคำร้องขอต่ออายุหรือคำร้องขอออกหนังสือเล่มใหม่เป็นหลักฐานในการแจ้งเข้า-แจ้งออกต่อศูนย์ PIPO ตามมาตรา 285 แห่งพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย ซึ่งกรมเจ้าท่าจะออกหนังสือแจ้งแนวทางปฏิบัติไปยังกรมประมงต่อไป
ส่วนข้อเสนอสุดท้าย คือ การขออนุญาตต่อเรือประมงลำใหม่ทดแทนเรือประมงลำเดิม โดยแนวทางดำเนินการจะต้องได้รับหนังสือรับรองจากกรมประมงก่อน จึงจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของกรมเจ้าท่าได้ อย่างไรกีดีการเข้ายื่นข้อเสนอครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของภาคประมงไทยในการผลักดันให้เกิดการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับกิจการประมงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน อันจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมประมงไทยในระยะยาว
แฉ "กรมเจ้าท่า" ต้นตอปัญหา-ส่อทุจริตเชิงนโยบาย
นายมงคล สุขเจริญคณา ที่ปรึกษาประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวระบุว่า เป้าหมายหลักของการบุกกระทรวงคมนาคมครั้ง เพื่อจี้ให้แก้ไขปัญหาในกรมเจ้าท่า ซึ่งถูกมองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญในการประกอบอาชีพ โดยมีประเด็นหลักคือการไม่ยอมแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนเรือ การต่อใบอนุญาตใช้เรือ และประกาศนียบัตรผู้ทำการในเรือ (ใบในท้าย/อินเนีย) ซึ่งล่าช้ามาตั้งแต่ปี 2566 แม้ว่า พ.ร.บ.ประมง จะแก้ไขเสร็จสิ้นไปแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ นายมงคลยังเตรียมเปิดโปง "คลิปคอร์รัปชัน" ที่อ้างว่ามีการวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมการทุจริตภายในกรมเจ้าท่า โดยระบุว่ามีการสร้างเงื่อนไขและขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน เพื่อบีบให้ผู้ประกอบการต้องจ่ายเงินสินบนให้แก่เจ้าหน้าที่ หากไม่จ่ายเรือก็จะไม่สามารถออกไปทำการประมงได้อย่างไรก็ดีในเรื่องนี้เคยมีการพูดคุยในระดับรัฐมนตรีแล้ว แต่ฝ่ายข้าราชการกลับยังเพิกเฉยไม่ยอมดำเนินการแต่งตั้งคณะทำงานตามที่ได้รับปากไว้
วิกฤตต้นทุนและ "น้ำมันเขียว" ที่ถูกทอดทิ้ง ในด้านเศรษฐกิจ
นายมงคลได้สะท้อนถึงปัญหาราคาน้ำมัน โดยระบุว่าปัจจุบันชาวประมงต้องพึ่งพาน้ำมัน B20 เป็นทางเลือกหลักในการลดต้นทุน ซึ่งต้องขอบคุณ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่ให้การสนับสนุน ส่งผลให้ราคาน้ำมันเขียว (Green Oil) ต้องปรับตัวลดลงตามกลไกตลาดจากลิตรละ 34 บาท ลงมาอยู่ที่ประมาณ 29 บาทกว่า เพื่อแข่งขันกับ B20 ที่ราคาหน้าเรืออยู่ที่ประมาณ 30 บาทต้น ๆ
อย่างไรก็ตาม สมาคมการประมงยังคงพยายามผลักดันเรื่องการลดค่าการกลั่นน้ำมันเขียวเพื่อช่วยเหลือสมาชิกอย่างต่อเนื่อง แต่กลับพบว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับกลุ่มประมงพื้นบ้านมากจนเกินไป จนกลุ่มประมงพาณิชย์รู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้ง
"ตอนนี้ประมงพาณิชย์นัดรวมตัวกันเพราะโมโหมาก กฎหมายไม่แก้ เยียวยาไม่ได้ แถมยังต้องเผชิญกับเงื่อนไขการทุจริตอีก ถ้าทางรัฐมนตรีไม่เปิดโอกาสให้เข้าพบเพื่อหาทางออก เราคงต้องบุกไปทวงความยุติธรรมถึงที่สุด" นายมงคล กล่าวทิ้งท้าย
จี้คมนาคมล้างท่อกฎหมายลูก
นายมงคล มงคลตรีลักษณ์ นายกสมาคมการประมงสมุทรสาคร เปิดเผยถึงสถานการณ์ความเดือดร้อนของชาวประมงในปัจจุบันว่า ทางสมาคมฯ ได้พยายามเสนอให้มีการแก้ไขข้อระเบียบและข้อบังคับต่าง ๆ มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าหรือได้รับการแก้ไขแม้แต่ฉบับเดียว โดยประเด็นหลักที่เรียกร้องมีทั้งหมด 6 หัวข้อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นระเบียบในระดับประกาศกรมที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ที่หน่วยงานสามารถดำเนินการแก้ไขได้เอง แต่อาจมีกฎกระทรวงบางตัวที่ต้องรอให้รัฐมนตรีลงนาม
ชี้กฎหมายลูกฉุดรั้ง
นายมงคล ระบุว่า สิ่งที่เรียกร้องให้แก้ไขนั้นไม่ได้มีความขัดแย้งกับข้อกำหนดของสหภาพยุโรป (EU) และมองว่าประเทศไทยมีอธิปไตยในการบริหารจัดการตนเอง ไม่ใช่เมืองขึ้นของใคร ในขณะที่พระราชบัญญัติ (พรบ.) ประมง ซึ่งเป็นกฎหมายหลักที่แก้ไขยากและต้องผ่านขั้นตอนสภามากมายยังสามารถดำเนินการจนเสร็จสิ้นได้ แต่กฎหมายลูกที่เป็นเพียงประกาศระดับกรมเพื่อปรับปรุงให้สอดคล้องกับการทำงานกลับถูกดึงเช็งและถ่วงเวลาไว้
"ผมไม่เข้าใจว่าเขาต้องการอะไร เพราะมันทำให้ผู้ประกอบการติดขัดในการประกอบอาชีพมาก ทั้งขาดความคล่องตัว และเป็นภาระเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งถือเป็นต้นทุนหลักและเป็นปัญหาใหญ่ในการประกอบการอย่างมาก" นายมงคล กล่าว
วิกฤตศรัทธาอาชีพประมง เรือพาณิชย์จ่อทิ้งสมอเกือบครึ่ง
จากผลกระทบของกฎระเบียบที่เข้มงวดเกินความจำเป็น ส่งผลให้ปัจจุบันจำนวนเรือประมงพาณิชย์ลดน้อยลงเหลือเพียงประมาณ 8,000 ลำ และที่น่ากังวลคือล่าสุดมีผู้ประกอบการเสนอขายเรือคืนให้แก่ภาครัฐมากกว่าเกือบ 4,000 ลำ หรือคิดเป็นเกือบ 50% ของจำนวนเรือทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าแม้กฎหมายหลักจะมีการแก้ไขแล้ว แต่หากกฎระเบียบปฏิบัติระดับลูกยังเต็มไปด้วยภาระและต้นทุนที่ทำไม่ได้จริง ผู้ประกอบการก็ย่อมเบื่อหน่ายและต้องการออกจากอาชีพ
นายมงคล ยังเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่ยังสามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ ไม่มีความวุ่นวายเรื่องกฎระเบียบเหมือนประเทศไทยที่มีกฎหมายหยุมหยิมเป็นร้อยฉบับแต่ไม่ยอมแก้ไข หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป อาชีพประมงไทยเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์อย่างแน่นอน
จี้อุดช่องโหว่ระเบียบ ลดช่องว่างคอร์รัปชัน
นอกจากนี้ นายกสมาคมการประมงสมุทรสาคร ยังตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงระหว่างระเบียบที่ซับซ้อนกับปัญหาการทุจริต โดยอ้างอิงถึงผลการประเมินค่าคอร์รัปชันล่าสุดของหน่วยงานตรวจสอบ (สตง./ป.ป.ช.) ซึ่งมีหน่วยงานคู่กรณีที่กำกับดูแลเรื่องนี้รวมอยู่ด้วย โดยมองว่าระเบียบใดที่ขัดขวางการทำงานหรือสร้างช่องว่างให้เกิดปัญหาควรได้รับการรายงานและแก้ไขทันที เพื่อลดความเดือดร้อนของพี่น้องชาวประมงที่ได้รับผลกระทบจากหน่วยงานดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง







