
เอกชนชู ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ เด่น 2 เดือนรัฐบาลอนุทิน จี้แก้คอร์รัปชัน-ภาษีสหรัฐ
ภาคเอกชนประเมินผลงานรัฐบาล “อนุทิน 2” ครบ 2 เดือน ยก “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นผลงานเด่น จี้เร่งแก้คอร์รัปชัน ปฏิรูปพลังงาน และรับมือมาตรการภาษีสหรัฐที่จะกระทบส่งออกไทย
KEY
POINTS
- ภาคเอกชนชี้ว่าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นผลงานที่โดดเด่นและจับต้องได้มากที่สุดในช่วง 2 เดือนแรกของรัฐบาล เพราะประชาชนสัมผัสได้โดยตรง
- เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจังเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน
- แสดงความกังวลต่อมาตรการภาษีการค้าจากสหรัฐฯ ที่อาจกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทย และกระตุ้นให้รัฐบาลเร่งเจรจาเพื่อลดผลกระทบ
หลังรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้าบริหารประเทศครบ 2 เดือน ภาคเอกชนเริ่มประเมินทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเห็นตรงกันว่ามาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นผลงานที่จับต้องได้มากที่สุดในช่วงเริ่มต้น แต่รัฐบาลยังมีโจทย์ระยะยาวที่ต้องเร่งวางแผน ทั้งการลดคอร์รัปชัน ยกระดับขีดความสามารถแข่งขัน และรับมือแรงกดดันทางการค้าจากสหรัฐอเมริกา
ชู ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ผลงานเด่น 2 เดือน
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกรรมการ บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หากให้ประเมินผลงานรัฐบาลในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เรื่องที่เห็นผลชัดเจนที่สุดคือโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส เพราะเป็นมาตรการที่ประชาชนรับรู้และสัมผัสได้โดยตรง
“ถ้าที่โดดเด่นที่สุด ก็คงเป็นโครงการไทยช่วยไทยพลัส นี่แหละคือสิ่งที่เห็นชัดที่สุด” นายสุพันธุ์ กล่าว
จี้ปราบคอร์รัปชัน-หนุน SMEs เข้าถึงทุน
อย่างไรก็ตาม มองว่านอกเหนือจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว ยังไม่เห็นนโยบายอื่นที่โดดเด่นชัดเจนมากนัก และสิ่งที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการต่อจากนี้คือการปรับโครงสร้างประเทศ โดยเฉพาะการปราบปรามคอร์รัปชัน เนื่องจากเวลานี้ทุกคนซีเรียสเรื่องคอร์รัปชันมาก ถ้ารัฐบาลเอาจริงเอาจัง จะช่วยเศรษฐกิจได้มาก รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ
นายสุพันธุ์ยังมองว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังเป็นปัญหาระยะยาว รัฐบาลจึงควรเร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จริง ทั้งด้านวงเงิน ดอกเบี้ย และมาตรการสนับสนุนอื่น ๆ พร้อมทั้งผลักดันการใช้ AI ในการบริหารจัดการธุรกิจเพื่อลดต้นทุนและขยายตลาด
ในประเด็นพลังงานสะอาด ไทยควรเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถผลิตพลังงานใช้เองและขายคืนเข้าสู่ระบบได้มากขึ้น แทนที่จะจำกัดประโยชน์อยู่กับภาคธุรกิจขนาดใหญ่ โดยหัวใจสำคัญคือทำให้ประชาชนเข้าถึงโซลาร์เซลล์ได้ง่ายขึ้น และขายไฟคืนให้รัฐได้ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและกระจายประโยชน์สู่ประชาชนมากกว่าเดิม
สำหรับตัวชี้วัดความสำเร็จของรัฐบาลในระยะ 1 ปี นายสุพันธุ์มองว่า “หนี้ครัวเรือนที่ลดลง” จะเป็นดัชนีสำคัญที่สุด มากกว่าการดูตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว แม้ปีนี้เศรษฐกิจอาจเติบโตได้ดีกว่าปีก่อนจากเม็ดเงินกระตุ้นขนาดใหญ่ แต่ยังต้องจับตาผลกระทบที่จะตามมาในปีหน้า
“GDP ปีนี้อาจโตขึ้นจากการใช้เงินมหาศาลของรัฐบาล แต่สิ่งที่ต้องดูจริง ๆ คือผลลัพธ์ระยะยาว และหนี้ครัวเรือนต้องลดลงให้ได้” นายสุพันธุ์ กล่าว
ห่วงภาษีสหรัฐ กระทบส่งออกไทย
ด้าน นายสุชาติ จันทรานาคราช รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ความเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ผลงานที่โดดเด่นที่สุดของรัฐบาลในช่วง 2 เดือนแรกคือโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เช่นกัน เพราะช่วยบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจให้ประชาชนได้อย่างทั่วถึง โดยงบประมาณ 2 แสนล้านบาทที่นำมาใช้ในโครงการนี้ ช่วยประชาชนได้มากและได้รับการตอบรับค่อนข้างดี
อย่างไรก็ดี รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และต้องเร่งดำเนินการใน 2 เรื่องสำคัญ คือ แผนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างด้านพลังงานของประเทศ และการเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา โดยในประเด็นการค้า ไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากมาตรการภาษีของสหรัฐ ทั้งกรณี Reciprocal Tariff และการสอบสวนตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐ ซึ่งอาจนำไปสู่การเก็บภาษีเพิ่ม 10-12.5% กับสินค้าจากไทย
“เราต้องเร่งชี้แจงว่าไทยไม่ได้ใช้แรงงานบังคับ และไม่ควรถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกพิจารณาเก็บภาษีเพิ่ม เพราะสหรัฐเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย” นายสุชาติ กล่าว
พร้อมกันนี้ ไทยควรเจรจาเพื่อให้ได้อัตราภาษีต่ำที่สุด หรือได้รับการยกเว้นสินค้าให้มากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ยางพารา อาหารแปรรูป และสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญที่เป็นเป้าหมายการเก็บภาษีของสหรัฐในครั้งนี้
ชี้ 1 ปีจากนี้ วัดผลที่ FDI-พลังงาน-คนคุณภาพ
นายสุชาติยังมองว่า ในช่วง 1 ปีจากนี้ รัฐบาลต้องเร่งดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้ไฟฟ้าจำนวนมากอย่าง Data Center ซึ่งนักลงทุนให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงานและสัดส่วนพลังงานสะอาด
“นักลงทุนถามชัดว่าไทยมีไฟพอไหม และมีพลังงานสะอาดมากพอหรือไม่ รัฐบาลจึงต้องทำแผนพัฒนาพลังงานให้ชัดเจนและครอบคลุมทุกภาคส่วน นอกจากนี้รัฐบาลควรเร่งพัฒนาคุณภาพแรงงาน เพิ่ม Productivity และผลักดันการใช้ AI อย่างจริงจัง เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาวซึ่งแทนที่จะกลัวว่า AI จะมาแย่งงาน เราควรพัฒนาคนไทยให้ใช้ AI เป็นและสร้างประโยชน์จากมันให้ได้ นี่คือโจทย์สำคัญของรัฐบาลในอนาคต” นายสุชาติ กล่าว







