thansettakij
thansettakij
90 วันศึก ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ เขย่าพลังงานโลก วิกฤตฮอร์มุซยังไร้ทางออก

90 วันศึก ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ เขย่าพลังงานโลก วิกฤตฮอร์มุซยังไร้ทางออก

02 มิ.ย. 69 | 07:47 น.
อัปเดตล่าสุด :02 มิ.ย. 69 | 08:24 น.

สงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ยืดเยื้อกว่า 90 วัน ไม่เพียงเปลี่ยนสมดุลอำนาจตะวันออกกลาง แต่ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อพลังงาน การค้า และเงินเฟ้อทั่วโลกต่อเนื่อง ขณะที่วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นระเบิดเวลา

KEY

POINTS

  • ความขัดแย้งเริ่มต้นจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน ซึ่งตอบโต้ด้วยการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้สถานการณ์บานปลายสู่การปิดล้อมทางทะเล
  • การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และกระทบห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างรุนแรง
  • แม้ผ่านมา 90 วันและมีความพยายามเจรจา แต่สถานการณ์ยังคงอยู่ในภาวะคุมเชิง โดยยังไม่สามารถหาข้อยุติในประเด็นสำคัญ เช่น โครงการนิวเคลียร์และมาตรการคว่ำบาตรได้

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่านที่ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ได้กลายเป็นหนึ่งในวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ จนถูกขนานนามว่า "สงครามอ่าวครั้งที่ 3" (Third Gulf War) เนื่องจากส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อความมั่นคง พลังงาน และเศรษฐกิจโลก

จุดเริ่มต้นสงครามและการลุกลาม

ชนวนสำคัญเกิดจากปฏิบัติการทางทหาร "Epic Fury" ของสหรัฐฯ และ "Roaring Lion" ของอิสราเอล ที่เปิดฉากโจมตีเป้าหมายทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน พร้อมปฏิบัติการลอบสังหารผู้นำสูงสุด อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี และเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายราย

อิหร่านตอบโต้ทันทีด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และพันธมิตรในตะวันออกกลาง ก่อนขยายความขัดแย้งสู่ทะเลด้วยการประกาศให้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเขตตาย (Dead Zone) ใช้ทุ่นระเบิด โดรนพลีชีพ และเรือเร็วติดอาวุธคุกคามการเดินเรือผ่านช่องแคบ หากไม่ปฏิบัติตามกฎที่ตั้งไว้

สถานการณ์ยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อการเจรจาที่กรุงอิสลามาบัด ของปากีสถานล้มเหลว ส่งผลให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่านอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน นำไปสู่ภาวะ "การปิดล้อมคู่" (อิหร่านปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ที่สหรัฐฯ ปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน) อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ช่องแคบฮอร์มุซ จุดยุทธศาสตร์ของโลก

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางสู่ตลาดโลก การปิดกั้นเส้นทางดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนแตะระดับสูงสุด 126-139 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนมีนาคม ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังเกิดปัญหาการขาดแคลนปุ๋ย ซึ่งกว่า 30% ของการค้าปุ๋ยโลกต้องอาศัยเส้นทางดังกล่าว รวมถึงก๊าซฮีเลียมที่ใช้ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อากาศยาน และการแพทย์

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า มีเรือสินค้ารวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันติดค้างในอ่าวเปอร์เซียและพื้นที่ใกล้เคียงกว่า 2,000 ลำ สร้างความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างมีนัยสำคัญ

อิหร่านเสียหายหนัก สหรัฐและอิสราเอลแบกรับต้นทุนสูง

แม้อิหร่านยังคงรักษาศักยภาพการตอบโต้ได้ แต่ต้องเผชิญความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล โดยประเมินมูลค่าความเสียหายระหว่าง 300,000 ล้านถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหลายแห่งถูกโจมตี ขณะที่กรุงเตหะรานเผชิญปรากฏการณ์ "ฝนสีดำ" จากควันและมลพิษของคลังน้ำมันที่ถูกทำลาย

ด้านสหรัฐฯ ต้องแบกรับต้นทุนทางทหารและภาระดูแลเส้นทางเดินเรือ ขณะที่อิสราเอลต้องเผชิญการโจมตีตอบโต้จากเครือข่ายพันธมิตรของอิหร่านในภูมิภาค ส่วนประเทศพันธมิตรสหรัฐในอ่าวเปอร์เซีย ทั้งซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน ต่างได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงด้านความมั่นคงและต้นทุนการประกันภัยทางทะเลที่พุ่งสูง

มหาอำนาจโลกแบ่งขั้วชัดเจน

จีนและรัสเซียแสดงจุดยืนคัดค้านการใช้กำลังทางทหาร และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา โดยจีนยังมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนระบบดาวเทียมนำทางและระบุตำแหน่งทั่วโลก (Beidou) ที่อิหร่านนำมาใช้ทดแทน GPS ในบางภารกิจขณะที่ประเทศยุโรปส่วนใหญ่สนับสนุนการลดความตึงเครียดและผลักดันการเจรจา เนื่องจากกังวลต่อผลกระทบด้านพลังงาน เงินเฟ้อ และการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ความพยายามหยุดยิงยังไม่สำเร็จ

ปากีสถานสามารถเป็นตัวกลางผลักดันให้เกิดการหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน แต่ไม่สามารถนำไปสู่สันติภาพถาวรได้ ทั้งนี้ประเด็นสำคัญที่ยังตกลงกันไม่ได้ ได้แก่

  • โครงการนิวเคลียร์อิหร่าน
  • การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร
  • สถานการณ์ในเลบานอน
  • การยุติการปิดล้อมทางทะเล
  • การคืนทรัพย์สินอิหร่านที่ถูกอายัด

ขณะที่อิหร่านเสนอเงื่อนไข 10-14 ข้อ ครอบคลุมการยุติสงครามทุกแนวรบ ส่วนสหรัฐฯ ยืนยันจุดยืนแข็งกร้าว โดยเรียกร้องให้อิหร่านยอมรับเงื่อนไขอย่างไม่มีเงื่อนไข

สถานการณ์ฮอร์มุซเริ่มคลี่คลายแต่ยังไม่จบ

พัฒนาการสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 หลังประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศยุติการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน ภายหลังการเจรจามีความคืบหน้า อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังคงมีอิทธิพลเหนือการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ และยังมีรายงานการคุ้มกันขบวนเรือสินค้าโดยกองกำลังทหาร รวมถึงมีเหตุละเมิดข้อตกลงหยุดยิงเป็นระยะ

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบสำคัญเกิดจากต้นทุนนำเข้าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ส่งแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและกำลังซื้อประชาชน โดยในช่วงเดือนมีนาคม มีรายงานสถานีบริการหรือปั๊มน้ำมันบางแห่งเริ่มประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมันดีเซล ขณะที่ภาคส่งออกต้องเผชิญต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น

นักวิชาการหลายฝ่ายเสนอให้ไทยดำเนินนโยบาย "ความเป็นกลางเชิงรุก" ผ่านแนวคิด "Food for Peace" โดยใช้ศักยภาพด้านอาหารและเกษตรกรรมเป็นเครื่องมือทางการทูตและมนุษยธรรม

ทางออกสุดท้ายยังอยู่บนโต๊ะเจรจา

หลังผ่านมากว่า 90 วัน สงครามครั้งนี้ยังไม่มีผู้ชนะอย่างชัดเจน สถานการณ์อยู่ในภาวะคุมเชิง หรือ Stalemate โดยทั้งสองฝ่ายยังมีขีดความสามารถในการสร้างความเสียหายซึ่งกันและกัน

แม้แรงกดดันทางเศรษฐกิจจะผลักดันให้ทุกฝ่ายกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจามากขึ้น แต่ตราบใดที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติเรื่องนิวเคลียร์ มาตรการคว่ำบาตร และโครงสร้างความมั่นคงใหม่ในตะวันออกกลางได้ วิกฤตสหรัฐ-อิหร่านยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระเบียบโลกยุคใหม่ต่อไปBottom of Form