
“รพีภัทร์” สั่งลุยคุมเข้มข้าวโพดปลอดเผา ใช้ดาวเทียมสกัด PM2.5
กรมวิชาการเกษตรเดินหน้าคุมเข้มนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดการเผา ดึงเทคโนโลยีดาวเทียม-GIS ตรวจย้อนกลับทั้งห่วงโซ่อุปทาน สกัด PM2.5 ควบคู่ปกป้องเกษตรกรไทย พร้อมเร่งทบทวนกฎหมายเพิ่มประสิทธิภาพกำกับดูแล
KEY
POINTS
- กรมวิชาการเกษตรออกมาตรการคุมเข้มการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยต้องมาจากแหล่งผลิตที่ปลอดการเผาเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5
- นำเทคโนโลยีดาวเทียมและระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) มาใช้ในการตรวจสอบย้อนกลับและยืนยันแหล่งผลิตว่าไม่มีการเผาจริง
- กำหนดกรอบการดำเนินงานโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรไทยเป็นสำคัญ เช่น กำหนดช่วงเวลานำเข้าไม่ให้ตรงกับฤดูเก็บเกี่ยวในประเทศ
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาตรวจสอบย้อนกลับการนำเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ว่า กรมวิชาการเกษตรเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการกำกับดูแลการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดการเผา ตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ควบคู่กับการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยนำเทคโนโลยีดาวเทียมและระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) มาใช้ยืนยันแหล่งผลิต พร้อมย้ำว่าการดำเนินมาตรการทั้งหมดต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรไทยเป็นสำคัญ
เอาจริง ดึงหน่วยงานรัฐ-เอกชนร่วมขับเคลื่อน
ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการดังกล่าวจัดตั้งขึ้นตามคำสั่งของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคเกษตรกรเข้าร่วม อาทิ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) กรมการค้าต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าภายใน กรมควบคุมมลพิษ กรมศุลกากร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สมาคมการค้าพืชไร่ และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย
นายรพีภัทร์ กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตรจะเป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ GISTDA กระทรวงพาณิชย์ กรมควบคุมมลพิษ กรมศุลกากร สมาคมการค้าพืชไร่ และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เพื่อสร้างระบบกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
ชู 5 ประเด็นสำคัญคุมเข้มในประเทศ-นำเข้า
สำหรับกรอบการดำเนินงานร่วมกัน ที่ประชุมกำหนดไว้ 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การให้ความสำคัญกับการรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเกษตรกรไทยจากการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ การกำหนดช่วงเวลานำเข้าข้าวโพดจากต่างประเทศไม่ให้ตรงกับฤดูกาลผลิตของไทย เพื่อลดผลกระทบต่อกลไกตลาดและรักษาเสถียรภาพราคาในประเทศ
รวมถึงการควบคุมการรั่วไหล การปนเปื้อน และการนำข้าวโพดนำเข้าไปใช้ผิดวัตถุประสงค์อย่างเข้มงวด พร้อมจัดทำระบบติดตามตรวจสอบตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการนำเข้าของประเทศ ตลอดจนกำหนดให้มีการตรวจสอบทั้งก่อนนำเข้า (Pre-Audit) และหลังการตรวจปล่อยสินค้า (Post-Audit) โดยใช้ข้อมูลพิกัดแปลงปลูก ระบบ GIS ภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) และข้อมูลเชิงพื้นที่อื่น เพื่อยืนยันว่าเป็นแหล่งผลิตปลอดการเผาและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้จริง
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นควรให้มีการทบทวนและปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าข้าวโพดปลอดการเผา เพื่อให้การกำกับดูแลมีความชัดเจน ทันต่อสถานการณ์ และสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงความสมดุลด้านเศรษฐกิจ การค้า สิ่งแวดล้อม และผลประโยชน์ของเกษตรกรไทย
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังเห็นชอบแนวทาง “Risk-based Post Audit” หรือการตรวจสอบย้อนกลับตามระดับความเสี่ยงภายหลังการตรวจปล่อยสินค้า ครอบคลุม 4 มาตรการ ได้แก่ การตรวจสอบเอกสารรับรองจากประเทศต้นทาง การตรวจสอบพื้นที่เพาะปลูกผ่านดาวเทียม การตรวจสอบสมดุลผลผลิต (Mass Balance) และการประเมินความน่าเชื่อถือของผู้นำเข้า เพื่อกำหนดระดับความเข้มข้นในการตรวจสอบให้สอดคล้องกับความเสี่ยงของแต่ละราย
“กรมวิชาการเกษตรจะเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการเผาในภาคเกษตร ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงด้านวัตถุดิบอาหารสัตว์ และยืนยันชัดเจนว่าการนำเข้าข้าวโพดจากต่างประเทศต้องไม่กระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดของไทย” นายรพีภัทร์ กล่าว







