
วิกฤตข้าวไทย ปี 69 คนกินข้าวลด-ส่งออกวูบ ราคาส่อร่วงหนัก
กรมการค้าภายใน ประเมินดีมานด์ข้าวปี 2569 แตะ 25 ล้านตันข้าวเปลือก สวนทางคนไทยกินข้าวลดลงตามสังคมสูงวัย ส่งออกวูบ ขณะที่ตลาดอาหารสัตว์-สัตว์เลี้ยงโต ดันความต้องการปลายข้าวพุ่ง สมาคมชาวนาฯ จี้ตั้ง นบข.ด่วน ดันใช้ AI วิจัยพันธุ์ข้าวสู้คู่แข่งอาเซียน
KEY
POINTS
- คาดการณ์ปี 2569 การบริโภคข้าวของคนไทยจะลดลง 0.2% เนื่องจากจำนวนประชากรลดลงและเข้าสู่สังคมสูงวัย
- เป้าหมายการส่งออกข้าวปี 2569 ถูกปรับลดลง 7% เหลือ 7.03 ล้านตัน จากการแข่งขันที่รุนแรงและสงครามราคาในตลาดโลก
- ความต้องการข้าวที่ลดลงทั้งในประเทศและตลาดส่งออก ทำให้เกิดความกังวลว่าราคาข้าวอาจตกต่ำลงอย่างหนัก
กรมการค้าภายใน มีภารกิจการกำหนดความต้องการใช้ข้าวก่อนเริ่มปีการผลิตของทุกปี เพื่อนำไปใช้ประกอบการจัดทำเป้าหมายการผลิตข้าว และการวางแผนการผลิตข้าว ปีการผลิต 2569/70 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้การบริหารจัดการสินค้าข้าวเกิดความสมดุลและสอดคล้องกันตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตามหลักการเกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน โดยได้จัดประชุมเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
แหล่งข่าวกระทรวงพาณิชย์ เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” กรมการค้าภายในเปิดข้อมูลคาดการณ์ความต้องการใช้ข้าวปี 2569 ทั้งประเทศ อยู่ที่ 25.097 ล้านตันข้าวเปลือก แบ่งเป็นปลายข้าว 4.647 ล้านตันข้าวสาร ปลายข้าวจากข้าวเจ้า 1.836 ล้านตัน (ปลายข้าวเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และแปรรูปอาหาร) ข้าวหอมมะลิ 1.440 ล้านตัน และข้าวเหนียว 0.955 ล้านตัน
ส่วนความต้องการบริโภคข้าวสาร (ต้นข้าว) ในปี 2569 คาดการณ์ไว้ที่ 5.729 ล้านตันข้าวสาร แบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. ประชากรไทย มี 73.41 ล้านคน ใช้ข้าว 4.781 ล้านตันข้าวสาร ลดลง 0.2% ตามจำนวนประชากรที่ลดลงและเข้าสู่สังคมสูงวัย 2. สัตว์เลี้ยง (สุนัข-แมว) พบว่ามีจำนวนสุนัขเพิ่มขึ้น 13.86 ล้านตัว เพิ่มจาก 12 ล้านตัวในปี 2567 เช่นเดียวกับจำนวนแมวเพิ่มเป็น 9.24 ล้านตัว จาก 8 ล้านตัวในช่วงเดียวกัน สวนทางการบริโภคข้าวลดลงสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปใช้อาหารสัตว์สำเร็จรูปมากขึ้น
3.แรงงานต่างด้าว 0.396 ล้านตัน (เพิ่มขึ้น 14%) โดยเฉพาะแรงงานเมียนมาที่หนีความขัดแย้งในประเทศเข้ามา และนักท่องเที่ยวต่างชาติ มีความต้องการ 0.047 ล้านตัน (ลดลง 16%) จากปัจจัยความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เป็นต้น
ด้านการส่งออก เป้าหมายปี 2569 ถูกปรับลดลงเหลือ 7.03 ล้านตันข้าวสาร (ลดลง 7%) เนื่องจากคู่แข่งในตลาดโลกเพิ่มผลผลิตและสงครามราคาที่รุนแรง โดยข้าวเจ้าพื้นแข็งมียอดส่งออกลดลงถึง 16% อย่างไรก็ดี ที่ประชุมยังมีการถกเถียงเรื่อง “ข้าวคาร์บอนต่ำ” โดยภาคเอกชนแสดงความเป็นห่วงว่าตลาดโลกยังไม่มีความชัดเจนและกังวลเรื่องภาระค่าใบรับรอง (Certificate) ที่สูงเกินไปสำหรับข้าวกลุ่มราคาประหยัด ซึ่งในที่ประชุมได้ฝากให้กรมการข้าวพิจารณาการส่งเสริมข้าวพันธุ์มูลค่าสูง เช่น ข้าวหอมไทย (ปทุมธานี 1, กข.99) แทนการเน้นเพิ่มปริมาณข้าวเจ้าพื้นแข็ง เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางตลาดโลก
ด้านนายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ได้เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งรัดการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) โดยเร็วที่สุด เพื่อเป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรไทย ทั้งเรื่องค่าชดเชย การบริหารจัดการผลผลิต และการกำหนดนโยบายข้าวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ขณะนี้มีหลายประเด็นสำคัญที่ภาคเกษตรกรต้องการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ นบข. เพื่อให้เกิดมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะปัญหาด้านรายได้และต้นทุนการผลิตของชาวนา ซึ่งต้องการการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างเร่งด่วน แม้ว่าปัจจุบันกรมการข้าวสามารถพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวใหม่ได้แล้ว 2 สายพันธุ์ ได้แก่ กข113 และ กข119 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงถึง 4-5 ตันต่อไร่ และมีอายุเก็บเกี่ยวสั้น ช่วยลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศและต้นทุนการผลิตรัฐบาลจำเป็นต้องสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมให้กับกรมการข้าวและกรมวิชาการเกษตรอย่างจริงจัง
นอกจากนี้เพื่อเร่งวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวใหม่ที่ให้ผลผลิตสูง ทนต่อสภาพแวดล้อม และตอบโจทย์ตลาดในอนาคต มีการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์และคัดเลือกสายพันธุ์ ทำให้กระบวนการวิจัยรวดเร็วขึ้น จากเดิมที่อาจใช้เวลาหลายปี อาจจะเหลือเพียงประมาณ 2 ปีเท่านั้น หากรัฐเร่งผลักดันการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการบริหารนโยบายข้าวผ่าน นบข. อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรในระยะยาว
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,202 วันที่ 21 - 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569







