thansettakij
thansettakij
ดาต้าเซ็นเตอร์ทะลักไทย ยื่นบีโอไอลงทุน 1.7 ล้านล้าน 'TikToK' ทุ่มครั้งใหญ่ อี-คอมเมิร์ซผวาเสียอำนาจต่อรอง

ดาต้าเซ็นเตอร์ทะลักไทย ยื่นบีโอไอลงทุน 1.7 ล้านล้าน 'TikToK' ทุ่มครั้งใหญ่ อี-คอมเมิร์ซผวาเสียอำนาจต่อรอง

12 พ.ค. 69 | 22:08 น.

คลื่นดาต้าเซ็นเตอร์ทะลักไทย บีโอไอเผย 3 ปี ขอรับส่งเสริมพุ่ง 1.7 ล้านล้านบาท ล่าสุด TikTok ทุ่มลงทุนครั้งประวัติศาสตร์กว่า 8.4 แสนล้าน ปักหมุดไทยสู่ฮับดิจิทัลอาเซียน ขณะภาคธุรกิจจับตาผลประโยชน์ประเทศ ผวาอำนาจต่อรองแพลตฟอร์มลดลง สะเทือนตลาดอี-คอมเมิร์ซวงกว้าง

KEY

POINTS

  • ยอดขอส่งเสริมการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ผ่านบีโอไอทะลุ 1.7 ล้านล้านบาท ทำให้ไทยกลายเป็นหมุดหมายใหม่ของอุตสาหกรรมดิจิทัลโลก
  • TikTok ทุ่มเงินลงทุนครั้งประวัติศาสตร์กว่า 8.4 แสนล้านบาทในกิจการดาต้าโฮสติ้ง เพื่อสร้างศูนย์กลางข้อมูลหลักในภูมิภาคอาเซียน
  • ผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซกังวลว่าการลงทุนของ TikTok จะทำให้แพลตฟอร์มมีอำนาจต่อรองสูงขึ้นและส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาด

ท่ามกลางการแข่งขันดึงดูดเม็ดเงินลงทุนดิจิทัลของอาเซียน ไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นหมุดหมายใหม่ของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์โลก หลังบีโอไอเผยยอดลงทุน Data Center และ Data Hosting ทะลุ 1.7 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะดีลประวัติศาสตร์ของ TikTok มูลค่ากว่า 8.4 แสนล้านบาท ที่ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพไทย แต่ยังจุดคำถามใหญ่ถึงผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับในระยะยาว

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตั้งแต่ปี 2567 ถึงเดือนมีนาคม 2569 มีโครงการการขอรับส่งเสริมการลงทุนในกิจการ Data Cente และการเก็บ และประมวลผลข้อมูล (Data Hosting) จำนวน 54 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 1,716,897 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากประเทศสิงคโปร์ จีน ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น รวมทั้งบริษัทไทยหลายราย

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

การลงทุน Data Center และ Data Hosting ที่เพิ่มสูงขึ้นมากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีสาเหตุจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของภาคธุรกิจ ภาคการเงิน และภาคการผลิต รวมทั้งการใช้งาน Social Media, e-Commerce และ e-Payment ที่สูงขึ้นมาก ทำให้ความต้องการจัดเก็บข้อมูล บริการคลาวด์ และการประมวลผลประสิทธิภาพสูงเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งจำเป็นต้องใช้ Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ

เสนอแผนสร้างประโยชน์ไทยก่อนอนุมัติ

อย่างไรก็ตาม บีโอไอตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการส่งเสริม Data Center ทั้งในเรื่องการใช้ไฟฟ้าและน้ำจำนวนมาก และประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับ จึงได้ปรับปรุงเงื่อนไขการส่งเสริม Data Center ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าและน้ำให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมทั้งกำหนดให้ผู้ขอรับการส่งเสริมต้องได้รับการรับรองความพร้อมในการจ่ายไฟฟ้าจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ก่อนยื่นขอรับการส่งเสริม เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนจะสอดคล้องกับแผนผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่ และเพื่อป้องกันปัญหาการจัดสรรไฟฟ้ากับผู้ใช้รายอื่น

ดาต้าเซ็นเตอร์ทะลักไทย ยื่นบีโอไอลงทุน 1.7 ล้านล้าน 'TikToK' ทุ่มครั้งใหญ่ อี-คอมเมิร์ซผวาเสียอำนาจต่อรอง

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ต้องเสนอแผนงานสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทย เช่น การพัฒนาบุคลากรและ SMEs ไทย หรือการสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานในประเทศ โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จตามแผน ก่อนการใช้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคล เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการจะก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศอย่างคุ้มค่าและเหมาะสม

ออกบัตรส่งเสริม-ลงทุนจริงแล้ว 3.6 แสนล้าน

อย่างไรก็ดี ณ ปัจจุบัน มีโครงการด้าน Data Center และ Data Hosting ที่บีโอไอได้ออกบัตรส่งเสริมและมีการลงทุนจริงแล้วทั้งสิ้น 25 โครงการ มูลค่าการลงทุนที่ได้รับอนุมัติรวม 362,000 ล้านบาท ซึ่งทิศทางแนวโน้มการขอรับการส่งเสริมการลงทุนทางด้านนี้จะยังมีต่อเนื่อง เนื่องจากไทยมีจุดเด่นในหลายด้านที่ทำให้บริษัทต่างชาติชั้นนำสนใจลงทุนในโครงการ Data Center ได้แก่

ด้านการเชื่อมต่อทางระบบโทรคมนาคม ไทยมีทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์และมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของกลุ่ม CLMVT เพราะมีเครือข่ายโทรคมนาคมระหว่างประเทศใต้น้ำ (Submarine Cable) ที่ครอบคลุมมากกว่าหลายประเทศเพื่อนบ้าน โดยปัจจุบันไทยเชื่อมต่อโทรคมนาคมระหว่างประเทศใต้น้ำแล้วทั้งหมด 13 เส้น และมีแผนจะเชื่อมต่อเพิ่มอีก 3 เส้นภายในปี 2572

อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง-ไฟฟ้าเสถียรจุดเด่นไทย

ขณะเดียวกัน โครงข่ายอินเทอร์เน็ตของไทยยังมีความเร็วสูงติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก และมีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต (Internet Penetration) ของคนในประเทศสูงถึง 90% และเครือข่าย 5G ของไทยครอบคลุมประชากรถึง 89% และมีดัชนีการเชื่อมต่อ 5G สูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน

ด้านพลังงาน ระบบไฟฟ้าของไทยมีเสถียรภาพสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน และมีกำลังการผลิตสำรองที่เพียงพอ โดยทั้ง 3 การไฟฟ้า มีแผนลงทุนขยายระบบส่งเพื่อรองรับความต้องการของทุกภาคส่วนในอนาคต สำหรับพลังงานสะอาด กระทรวงพลังงานกำลังเร่งเตรียมความพร้อมสู่การเปลี่ยนผ่านสีเขียวผ่านกลไก Utility Green Tariff (UGT) และโครงการนำร่อง Direct PPA เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการลดคาร์บอนของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก

ด้านนโยบายของภาครัฐและอื่นๆ รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนและมีสิทธิประโยชน์ที่จูงใจสำหรับนักลงทุนทั้งจากไทยและต่างประเทศ ขณะที่ภาคธุรกิจไทยโดยเฉพาะภาคการเงิน และภาคการผลิต กำลังเร่งเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) ทำให้มีความต้องการใช้บริการ Cloud และ Data Center เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเมื่อเทียบกับบางประเทศในภูมิภาค ไทยมีความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวและภัยธรรมชาติรุนแรงที่ต่ำกว่า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความต่อเนื่องในการทำงาน (Uptime) ของ Data Center

นายนฤตม์ กล่าวถึงกรณีล่าสุดที่ บริษัท ติ๊กต๊อก ซิสเต็ม (ประเทศไทย) จำกัด (TikTok) ได้รับอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ (เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2569) โดยได้รับการส่งเสริมในกิจการ Data Hosting ซึ่งเป็นการลงทุนในส่วนของเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Server) และนำไปติดตั้งที่ Data Center ที่เป็น Colocation โดย TikTok จะไม่ใช่ผู้ลงทุนสร้าง Data Center เอง แต่เป็นผู้เช่าใช้บริการ Data Center ที่บริษัทอื่น ๆ ได้ลงทุนสร้างไว้

TikTok ลงทุนครั้งประวัติศาสตร์ 8.4 แสนล้าน

อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวจากวงการเทคโนโลยี ชี้ว่า การลงทุนในกิจการ Data Hosting ของ TikTok มูลค่ากว่า 8.42 แสนล้านบาท หรือประมาณ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยถือเป็น Data Center และ Cloud Infrastructure หลักในภูมิภาคอาเซียน ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา และเป็นหนึ่งในการลงทุนด้านดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าที่ TikTok เคยประกาศแผนลงทุน Data Center Hosting ในประเทศไทยก่อนหน้านี้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเมื่อปีที่ผ่านมา บริษัทระบุว่าจะลงทุนราว 8.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.05 แสนล้านบาท ในช่วงปี 2569-2573 เพื่อรองรับการเติบโตของผู้ใช้งานและธุรกิจดิจิทัลในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

TikTok ระบุว่า ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญของบริษัท จากฐานผู้ใช้งานชาวไทยมากกว่า 50 ล้านคนต่อเดือน และร้านค้าบนแพลตฟอร์มมากกว่า 3 ล้านราย โดยการลงทุนดังกล่าวจะช่วยยกระดับศักยภาพด้านดิจิทัลของไทย และสนับสนุนเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาค

ไทยหมุดหมายใหม่ 'ดาต้าเซ็นเตอร์โลก'

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศในอาเซียนต่างแข่งขันกันอย่างเข้มข้นเพื่อดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์ คอมพิวติ้ง การที่ประเทศไทยสามารถคว้าโครงการลงทุนขนาดมหึมาจากบริษัทระดับโลกอย่าง ByteDance (เจ้าของแพลตฟอร์ม TikTok) ได้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศในด้านโครงสร้างพื้นฐาน นโยบายภาครัฐ และความพร้อมของตลาดผู้บริโภค

การลงทุนของ TikTok ในครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่การติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ และการขยายระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลข้อมูล (Data Processing Infrastructure) ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดโดยรอบ ซึ่งถือเป็นการยกระดับประเทศไทยให้กลายเป็น “ฮับข้อมูล” (Data Hub) ที่สำคัญในภูมิภาค โดยการมีดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในประเทศ ไม่เพียงช่วยเพิ่มความเร็วและประสิทธิภาพของแพลตฟอร์ม แต่ยังช่วยลดความหน่วง (Latency) ของการใช้งาน และเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้งานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

การอนุมัติลงทุนครั้งนี้ คาดว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานในภาคเทคโนโลยีและวิศวกรรม เพิ่มโอกาสให้ธุรกิจท้องถิ่นเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัล นอกจากนี้ ยังช่วยดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอื่น ๆ ให้เข้ามาลงทุนเพิ่มเติมในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยสร้าง “เอฟเฟกต์ลูกโซ่” ทางเศรษฐกิจในระยะยาว

การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลกลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่าสูงที่สุด การมีศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ภายในประเทศ จะช่วยให้ไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น AI, Big Data และ Cloud Computing ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ตั้งคำถามไทยได้ประโยชน์จริงหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การลงทุนระดับหลายแสนล้านบาทครั้งนี้ กำลังกลายเป็นประเด็นถกเถียงในแวดวงเทคโนโลยีและธุรกิจดิจิทัลไทย โดยเฉพาะคำถามว่า ประเทศไทยจะได้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจริงมากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับสิทธิประโยชน์และทรัพยากรที่รัฐต้องใช้รองรับ

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมดิจิทัลมองว่า ธุรกิจ Data Center เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เงินลงทุนสูง แต่ใช้แรงงานค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับมูลค่าโครงการ ขณะที่ต้นทุนหลักจำนวนมากอยู่ในรูปการนำเข้าเซิร์ฟเวอร์ ชิปประมวลผล ระบบเครือข่าย และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลจากต่างประเทศ ทำให้เม็ดเงินจำนวนไม่น้อยอาจไหลกลับไปยังผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ระดับโลก มากกว่าจะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทย

อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือ การใช้ทรัพยากรด้านพลังงานและน้ำ เนื่องจากธุรกิจ Data Center ต้องใช้ไฟฟ้าและระบบทำความเย็นจำนวนมาก ขณะที่รัฐอยู่ระหว่างผลักดันไทยเป็นศูนย์กลาง Data Center และ AI Infrastructure ของภูมิภาค

หวั่นอำนาจต่อรองสะเทือน e-Commerce

ในมุมของธุรกิจ e-Commerce แวดวงเทคโนโลยีมองว่า หัวใจสำคัญของการตั้ง Data Center คือ “ข้อมูล” เพราะจะช่วยให้ TikTok วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้งานไทยได้แม่นยำขึ้น ทั้งด้านคอนเทนต์ การซื้อสินค้า และการใช้จ่ายบนแพลตฟอร์ม ซึ่งอาจเร่งการเติบโตของ TikTok Shop และตลาด Live Commerce ในไทย

ผู้ประกอบการกังวลว่า เมื่อร้านค้าไทยพึ่งพาระบบของ TikTok มากขึ้น อำนาจต่อรองอาจตกอยู่ในมือแพลตฟอร์ม ทั้งค่าธรรมเนียม การมองเห็นสินค้า และต้นทุนโฆษณา ขณะเดียวกัน สิทธิประโยชน์จาก BOI อาจทำให้ TikTok มีต้นทุนต่ำลงและแข่งขันรุนแรงขึ้น จึงมีข้อเสนอให้รัฐกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น ให้ใช้วัสดุและผู้รับเหมาในประเทศ รวมถึงแยกสิทธิประโยชน์ธุรกิจ Data Center ออกจาก e-Commerce และ Social Platform ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้สิทธิด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลถูกใช้เป็นแต้มต่อในการแข่งขันทางการค้าออนไลน์