
ส่งออก ‘ข้าว-ยาง’ ขาขึ้น รับส้มหล่นเอลนีโญ อัญมณี-เครื่องนุ่งห่ม ชะลอตัว
ส่งออกไทยครึ่งปีหลังปัจจัยเสี่ยงยังอื้อ ทั้งแรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลาง ค่าระวางเรือพุ่ง และกำลังซื้อโลกชะลอ “ข้าว-ยางพารา” สวนกระแส คาดได้รับอานิสงส์เอลนีโญ ดันราคาและความต้องการตลาดโลกเพิ่มขึ้น อาหาร-เซมิคอนดักเตอร์น่าห่วงขาดแคลนวัตถุดิบ อัญมณี-เสื้อผ้า แนวโน้มชะลอตัว
KEY
POINTS
- การส่งออกข้าวมีแนวโน้มดีขึ้นจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่ทำให้หลายประเทศในเอเชียเร่งนำเข้าเพื่อสำรองความมั่นคงทางอาหาร ส่งผลให้ข้าวไทยกลับมาแข่งขันด้านราคาได้ดีขึ้น
- ราคายางพาราปรับตัวสูงขึ้นจากความกังวลเรื่องเอลนีโญที่จะทำให้ผลผลิตลดลง ประกอบกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ยางธรรมชาติเป็นที่ต้องการมากกว่ายางสังเคราะห์ คาดว่ามูลค่าส่งออกจะเพิ่มขึ้น
- สินค้ากลุ่มฟุ่มเฟือย เช่น อัญมณี เครื่องประดับ และเครื่องนุ่งห่ม มีทิศทางชะลอตัวลง เนื่องจากผู้บริโภคทั่วโลกเริ่มลดการใช้จ่ายในสินค้าที่ไม่จำเป็น
ภาคส่งออกไทยกำลังเผชิญโจทย์ท้าทายรอบใหม่ แม้ตัวเลขไตรมาสแรกปี 2569 จะเติบโตแข็งแกร่งเกินคาด แต่สถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง วิกฤตโลจิสติกส์ และกำลังซื้อโลกที่เริ่มอ่อนแรง กำลังกดดันแนวโน้มการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่บางสินค้าเกษตรสำคัญของไทยอย่างข้าวและยางพารา กลับมีโอกาสพลิกวิกฤตเป็นโอกาส จากผลพวงเอลนีโญและความกังวลด้านความมั่นคงอาหารทั่วโลก
มูลค่าการส่งออกไทยในช่วง 3 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 96,170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 17.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นมูลค่ารูปเงินบาท 2.98 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.7% โดยแรงหนุนหลักมาจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center รวมถึงสินค้าอาหารและสินค้าเกษตรที่ยังมีความต้องการสูงในตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม ทิศทางในไตรมาส 2 และช่วงครึ่งปีหลังเริ่มมีสัญญาณชะลอตัวชัดเจน จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งทางทะเล โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ค่าระวางเรือปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
ขณะที่เศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอและเงินบาทกลับมาแข็งค่าอีกครั้ง ส่งผลให้หลายหน่วยงานเริ่มปรับประมาณการส่งออกไทยปีนี้ลง โดยกระทรวงพาณิชย์ประเมินกรอบการส่งออกปี 2569 ตั้งแต่ติดลบ 3% ถึงบวก 8% ส่วนสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) คาดเติบโต 2-4% ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมองโตเพียง 0.6% และศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดโต 1.6%
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แม้ภาพรวมการส่งออกข้าวไทยในช่วง 3 เดือนแรกปี 2569 ยังติดลบ 24% คิดเป็นมูลค่า 29,595 ล้านบาท แต่หลายตลาดเริ่มกลับมามีสัญญาณเชิงบวก โดยเฉพาะประเทศในเอเชียอย่างมาเลเซียและฟิลิปปินส์ที่เร่งนำเข้าข้าวเพื่อสร้างสต็อกรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญ
“ตลาดที่หายไปแบบ Completely คืออิรักเพราะเส้นทางขนส่งต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งตอนนี้มีปัญหาจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน เรือไม่กล้าเข้าไปเพราะไม่มีประกันภัยคุ้มครอง ปกติไทยส่งออกข้าวไปอิรักเดือนละ 80,000-90,000 ตัน ปีหนึ่งเกือบ 1 ล้านตัน แต่ปีนี้ส่งได้แค่เดือนมกราคม หลังจากนั้นเรือต้องหยุดโหลดสินค้า”
ทั้งนี้ ผู้ส่งออกไทยต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งค่าระวางเรือที่ปรับตัวขึ้น การขนถ่ายสินค้ากลับจากเรือ รวมถึงบางกรณีที่สายเรือตัดสินใจนำสินค้าไปทิ้งไว้ที่อินเดียเพราะไม่สามารถเดินทางต่อได้ ทำให้ผู้ส่งออกต้องเร่งระบายสินค้าในราคาต่ำเพื่อลดภาระต้นทุน
“บางครั้งต้องยอมขายถูก เพราะถ้าขนกลับก็เสียค่าระวางเรือเพิ่ม บริษัทเรือไม่รับผิดชอบอะไรเลย ถือเป็นต้นทุนที่ผู้ส่งออกต้องแบกเอง” นายชูเกียรติระบุ
อย่างไรก็ดีแม้ตลาดตะวันออกกลางจะสะดุด แต่ตลาดเอเชียกลับเข้ามาช่วยพยุงสถานการณ์ โดยมาเลเซียซึ่งปกตินำเข้าข้าวจากไทยปีละประมาณ 1 ล้านตัน ปีนี้อาจเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านตัน เพราะกังวลว่าเอลนีโญจะทำให้ผลผลิตอาหารโลกเสียหายและราคาพุ่งในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่ฟิลิปปินส์มีแนวโน้มนำเข้าข้าวรวมสูงถึง 6 ล้านตัน ซึ่งจะเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากปกตินำเข้าปีละประมาณ 3.5 ล้านตัน จากปัญหาสต็อกในประเทศลดลงและความกังวลภัยแล้ง
นายชูเกียรติกล่าวว่า แม้ฟิลิปปินส์จะซื้อข้าวจากเวียดนามเป็นหลัก แต่เมื่อความต้องการเพิ่มขึ้นมากจนเวียดนามปรับราคาสูงกว่าไทย ผู้ซื้อจึงเริ่มหันกลับมาซื้อข้าวไทยมากขึ้น เพราะไทยยังถูกมองว่าเป็น Reliable Source หรือแหล่งส่งมอบสินค้าที่เชื่อถือได้
“ช่วงนี้ข้าวเวียดนามราคาแพงกว่าไทย ไทยจึงเริ่มแข่งขันได้ดีขึ้น โดยราคาข้าวขาว 5% ของไทยอยู่ที่ประมาณ 385-390 ดอลลาร์ต่อตัน ขณะที่เวียดนามอยู่ที่ประมาณ 400 ดอลลาร์ ส่วนอินเดียอยู่ราว 350-355 ดอลลาร์ ไทยอยู่ตรงกลางและยังพอแข่งขันได้”
แม้ช่วง 4 เดือนแรกไทยส่งออกข้าวได้เพียงประมาณ 2 ล้านตัน ต่ำกว่าเป้าหมาย แต่ทั้งปีเชื่อว่ายังมีโอกาสแตะระดับ 7 ล้านตัน หากเอลนีโญเกิดขึ้นจริง เพราะหลายประเทศจะเร่งซื้อสำรองเพื่อสร้างความมั่นคงอาหาร อย่างไรก็ตาม ราคาข้าวอาจไม่ได้พุ่งแรงมากนัก เพราะอินเดียยังมีสต๊อกข้าวจำนวนมากและพร้อมกลับมาส่งออกหากสถานการณ์เอื้ออำนวย
ด้านนายหลักชัย กิตติพล นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมยางพาราไทย กล่าวว่า ภาพรวมการส่งออกยางพาราไทยในช่วงไตรมาสแรกยังติดลบประมาณ 29% โดยตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดหลักลดลงถึง 39% จากหลายปัจจัย ทั้งผลผลิตยางในประเทศลดลง ราคายางผันผวน และเงินบาทแข็งค่า
“ช่วงต้นปีราคายางปรับลงแรงจากความกังวลสงครามการค้า แต่ไตรมาส 2 เริ่มฟื้นตัวแล้ว และเชื่อว่าไตรมาส 3 จะยิ่งดีขึ้น เพราะราคายางในตลาดโลกปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง”
นายหลักชัย ระบุว่า อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัวเลขส่งออกยางธรรมชาติลดลง คือจีนหันไปนำเข้ายางคอมปาวด์มากขึ้น เพราะเสียภาษีนำเข้า 0% ขณะที่ยางธรรมชาติต้องเสียภาษีประมาณ 5-7% ทำให้ผู้ประกอบการจีนหันไปใช้ยางผสมที่มีส่วนผสมของยางสังเคราะห์แทน อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับกลายเป็นปัจจัยบวกต่อยางธรรมชาติ เนื่องจากราคาน้ำมันดิบและยางสังเคราะห์ที่เป็นผลพลอยได้จากปิโตรเลียมปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิตหันกลับมาใช้ยางธรรมชาติมากขึ้น ขณะเดียวกันความเสี่ยงจากเอลนีโญและฝนทิ้งช่วง จะทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง และราคาจะปรับตัวสูงขึ้น
“ตอนนี้ราคายางขึ้นแรงมาก โดยราคาตลาดล่วงหน้า ยางแผ่นรมควันชั้น 3 จากเดิม 69-70 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นไปแตะ 95 บาทแล้ว เพราะตลาดกลัวของขาด และยางสังเคราะห์แพงขึ้นตามราคาน้ำมัน”
สำหรับผลกระทบจากเอลนีโญ มองว่า แม้ยางพาราจะไม่ได้เสียหายรุนแรงเหมือนข้าว แต่ภาวะแห้งแล้งจะทำให้น้ำยางลดลง และเมื่อผู้ซื้อกังวลว่าของจะขาดตลาด ก็จะเร่งสั่งซื้อและกักตุน ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด ประเมินว่าทั้งปี 2569 ปริมาณส่งออกยางพาราไทยอาจลดลงประมาณ 5% หรือหากแล้งรุนแรงอาจลดถึง 10% แต่ในเชิงมูลค่าคาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10% จากราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นสามารถชดเชยปริมาณที่ลดลงได้
ขณะที่แหล่งข่าวจากผู้ส่งออกประเมินว่า แม้ส่งออกไทยไตรมาสแรกจะเติบโตสูงถึง 17% แต่ครึ่งปีหลังเริ่มเข้าสู่ภาวะน่าห่วง จากต้นทุนขนส่งที่เพิ่มขึ้น การขาดแคลนวัตถุดิบบางชนิด และกำลังซื้อในตลาดโลกที่เริ่มชะลอตัว โดยกลุ่มอาหารยังเป็นเสาหลักของการส่งออกไทย เพราะผู้บริโภคทั่วโลกยังให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารมากกว่าสินค้าฟุ่มเฟือย แต่เริ่มมีความเสี่ยงจากการขาดแคลนเม็ดพลาสติก บรรจุภัณฑ์ และตู้คอนเทนเนอร์ห้องเย็น ซึ่งอาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานอาหารสะดุดในบางช่วง
ส่วนกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นดาวเด่นของการส่งออกไทยในช่วงที่ผ่านมา เริ่มเผชิญความเสี่ยงจากการพึ่งพาก๊าซฮีเลียมจากตะวันออกกลาง หากสงครามยืดเยื้ออาจกระทบการผลิตแผงวงจรและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในไทยได้โดยตรง
ในทางกลับกัน กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น อัญมณี เครื่องประดับ เสื้อผ้าแฟชั่น และสินค้าไลฟ์สไตล์ มีแนวโน้มชะลอตัว เพราะผู้บริโภคทั่วโลกเริ่มลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ขณะที่ตลาดรถยนต์ดั้งเดิมเริ่มอ่อนแรงจากความกังวลราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก แต่รถ EV กลับได้รับอานิสงส์จากความไม่แน่นอนด้านพลังงาน ทำให้หลายค่ายรถจีนเริ่มใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกมากขึ้น







