
บิ๊ก อคส. เปิดโมเดลบริหารโปรเจ็กต์ดูดซับข้าวนาปรัง ใช้ดิจิทัลคุมโควตา ป้องกันโกง
บิ๊ก อคส. เปิดพิมพ์เขียว ดูดซับข้าวนาปรัง 1 ล้านตัน งบประมาณ 560 ล้านบาท ยันบริหารข้าวโปร่งใส ผ่าน Database กลาง 3 ระดับ เข้มงวดป้องกันสวมสิทธิ์ สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ปลดล็อกโรงสีไม่ต้องแบกสต็อกนาน จ่ายสดชาวนาทันที
KEY
POINTS
- อคส. เปิดโครงการดูดซับข้าวนาปรัง 1 ล้านตัน เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา โดยรัฐอุดหนุนราคาให้เกษตรกรเพิ่มตันละ 300 บาท
- นำระบบฐานข้อมูลกลาง (Database) มาใช้ควบคุมโควตาการซื้อขายข้าวทั่วประเทศแบบ 3 ระดับ (ประเทศ, จังหวัด, เกษตรกร) เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์และทุจริต
- สร้างความโปร่งใสด้วยการประกาศราคากลางทุกวัน และให้โรงสีจ่ายเงินสดแก่ชาวนาทันที โดยมีแบงก์การันตีเป็นหลักประกัน
เรือโทวีระชัย โกสาแสง รองผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงรายละเอียด โครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2569" ถือเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวและช่วยเหลือเกษตรกร โดย อคส. ยืนยันความพร้อมในการบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ภาคเศรษฐกิจและพี่น้องชาวนาไทย โดยรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 560 ล้านบาท เพื่อบริหารจัดการข้าวปริมาณ 1 ล้านตัน โดยโครงสร้างการกระจายเม็ดเงินจะแบ่งเป็น เงินอุดหนุนเกษตรกร 300 บาทต่อตัน (รวม 300 ล้านบาท) และ ค่าบริหารจัดการสำหรับผู้ประกอบการโรงสี 200 บาทต่อตัน (รวม 200 ล้านบาท)
“แม้เม็ดเงิน 500 ล้านบาท อาจดูไม่สูงมากเมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดข้าวทั้งหมด แต่เรือโท วีระชัย ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยน สำคัญว่า ปริมาณข้าวนาปรังในระบบมีประมาณ 8 ล้านตัน การที่ อคส. เข้าไปดึงปริมาณข้าวออกมา 1 ล้านตัน คิดเป็นประมาณ 12% ของปริมาณทั้งหมด ถือเป็นตัวเลขที่เหมาะสมในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะการซื้อนำตลาดจะทำให้ชาวนาเห็นส่วนต่างราคาที่ชัดเจน โดยรัฐบาลช่วยเพิ่มให้จากราคาปกติอีก 300 บาทต่อตัน ซึ่งส่งผลทางจิตวิทยาช่วยให้ราคาข้าวในตลาดขยับสูงขึ้นตามไปด้วย”
เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกร อคส. ได้วางกลไกการกำหนดราคากลางผ่านคณะทำงานระดับจังหวัดซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน โดยจะมีการประชุมสรุปราคาในช่วงเย็น และ ประกาศราคากลางอย่างเป็นทางการในเวลา 09.30 น. ของวันรุ่งขึ้น ซึ่งราคาในตารางราคาจะระบุชัดเจนว่าราคาตลาดอยู่ที่เท่าไหร่ และราคาที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐเพิ่มอีก 300 บาทเป็นเท่าไหร่
อย่างไรก็ดีเพื่อความโปร่งใสของโครงการ อคส. ยังได้นำระบบ Database กลาง มาใช้ควบคุมการซื้อขายทั่วประเทศ โดยสแกนข้อมูลผ่าน 3 ระดับ (3 Levels) เพื่อป้องกันปัญหาโควตาเกินหรือการสวมสิทธิ์ ได้แก่ 1. ระดับประเทศ: ควบคุมยอดรวมไม่เกิน 1 ล้านตัน 2. ระดับจังหวัด: ตรวจสอบศักยภาพการผลิตข้าวในแต่ละพื้นที่ และ 3.ระดับเกษตรกร: ตรวจสอบข้อมูลพื้นที่ปลูกและผลผลิตจริงที่ลงทะเบียนไว้ หากเกษตรกรนำข้าวมาขายเกินโควตาที่ระบุ ระบบจะหักออกทันทีและให้ราคาพิเศษเฉพาะในส่วนที่เป็นโควตาเท่านั้น
ในส่วนของการดำเนินงานร่วมกับโรงสี เรือโท วีระชัย ย้ำว่าได้ขอความอนุเคราะห์ให้โรงสี จ่ายเงินสดให้ชาวนาทันทีที่มีการซื้อขาย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกร โดยรัฐมีมาตรการป้องกันความเสี่ยงด้วยการใช้แบงก์การันตีกำกับดูแล เช่น หากโรงสีรับซื้อวันละ 500 ตัน จะต้องมีแบงก์การันตีประมาณ 1.8 แสนบาท รองรับ หากโรงสีไม่สามารถจ่ายเงินได้ อคส. จะระงับการซื้อขายทันที
"ที่สำคัญ โครงการนี้เน้นความคล่องตัว โดย ข้าวยังเป็นกรรมสิทธิ์ของโรงสี อคส. เพียงเข้ามาสนับสนุนการดำเนินงาน โรงสีจึงไม่ต้องแบกภาระดอกเบี้ยจากการเก็บข้าวนาน 3-4 เดือน หากโรงสีต้องการสีแปรสภาพข้าวเมื่อไหร่ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ อคส. ที่ประจำจุดอยู่ได้ทันทีตามคู่มือเช็คลิสต์ที่กำหนดไว้" บิ๊ก อคส.กล่าวในตอนท้าย







