thansettakij
thansettakij
ดีเซลพุ่ง 44 บาทเขย่าเศรษฐกิจ ส.อ.ท.ชี้สินค้าจ่อขึ้น 10% ห่วง SME ล้มระนาว!

ดีเซลพุ่ง 44 บาทเขย่าเศรษฐกิจ ส.อ.ท.ชี้สินค้าจ่อขึ้น 10% ห่วง SME ล้มระนาว!

02 เม.ย. 69 | 05:29 น.
อัปเดตล่าสุด :02 เม.ย. 69 | 05:29 น.

ดีเซลพุ่งแตะ 44 บาทต่อลิตร ดันต้นทุนพุ่งทั้งระบบ ประธาน ส.อ.ท. ประเมินสินค้าจ่อขึ้น 8-10% ค่าขนส่งทะยาน 20-25% จับตาค่าไฟงวดใหม่mทุบซ้ำต้นทุนผลิต-ค่าครองชีพ จี้รัฐบาลใหม่เร่งอัดมาตรการตรงจุดช่วยกลุ่มเปราะบาง

KEY

POINTS

  • ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับกว่า 44 บาทต่อลิตร ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพในวงกว้าง
  • สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินว่าราคาสินค้าอาจปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8-10% ตามต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น
  • กลุ่มผู้ประกอบการ SME ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดและมีความเสี่ยงสูงที่จะต้องปิดกิจการ เนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้

ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นต่อเนื่องกำลังกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2569 โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่ทะยานแตะระดับกว่า 44 บาทต่อลิตรแล้วในเวลานี้ ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อภาคการผลิต การขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่ภาคเอกชนเริ่มส่งสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การปรับขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลในประเทศสู่ระดับ 44.24 บาทต่อลิตรในเวลานี้ (2 เม.ย. 2569) ถือเป็นระดับที่เริ่มส่งผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนในวงกว้าง แม้เมื่อเปรียบเทียบกับบางประเทศในภูมิภาค ไทยอาจไม่ได้มีราคาน้ำมันสูงที่สุด แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือความเร็วในการปรับตัวของค่าครองชีพ ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามาดูแลไม่ให้เพิ่มขึ้นรวดเร็วเกินไปจนกระทบกำลังซื้อของประชาชนและเสถียรภาพของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและความสามารถในการแบกรับต้นทุน

ทั้งนี้ แนวทางการบริหารจัดการราคาพลังงานควรพิจารณาเชิงโครงสร้าง โดยยกตัวอย่างหลายประเทศที่ใช้มาตรการภาษีเข้ามาช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ เช่น ญี่ปุ่นที่ลดภาษีต่อเนื่องเพื่อประคองเศรษฐกิจ หรืออินเดียที่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย การปรับลดภาษีจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อให้เหมาะสมกับฐานะทางการคลังและไม่สร้างภาระในระยะยาว ขณะเดียวกันต้องเร่งเติมสภาพคล่องให้ SME เพื่อรักษาระดับการจ้างงานไม่ให้ได้รับผลกระทบรุนแรง

ในมุมของผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าขนส่ง นายเกรียงไกรประเมินว่า จากระดับราคาน้ำมันในปัจจุบัน จะส่งผลให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 8-10% ขณะที่ต้นทุนด้านโลจิสติกส์และค่าขนส่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วง 20-25% ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อราคาสินค้าปลายทาง โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งเป็นหลัก ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังไม่ปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ตัวเลขผลกระทบดังกล่าวจะยังคงอยู่ในกรอบนี้

ขณะเดียวกัน ประเด็นค่าไฟฟ้าในงวดใหม่ (งวด พ.ค.-ส.ค. 2569 ที่กกพ.เคาะราคาที่ 3.95 บาทต่อหน่วย) แม้ภาครัฐจะพยายามตรึงราคาไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย แต่ยังมีความเสี่ยงที่ต้นทุนค่าไฟ (FT) จะปรับเพิ่มขึ้นในระยะถัดไปตามทิศทางต้นทุนพลังงานโลก ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม หากมีการปรับขึ้นอย่างรวดเร็วอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องผลักภาระไปยังราคาสินค้า ดังนั้นการบริหารค่าไฟควรคำนึงถึงความสมดุล ไม่ให้กระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจมากเกินไป

สำหรับความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่ นายเกรียงไกรระบุว่า ประเด็นเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้คือการแก้ไขปัญหาราคาพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นและมีแนวโน้มขาดแคลน ซึ่งจะนำไปสู่การปรับขึ้นราคาสินค้าในวงกว้าง ขณะที่รายได้ของประชาชนยังไม่เพิ่มขึ้นตาม ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภาครัฐจึงต้องออกแบบมาตรการให้ตรงจุด โดยเฉพาะการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเริ่มส่งผลกระทบต่อแหล่งพลังงานและวัตถุดิบต้นน้ำสำคัญ

ในภาพรวมเศรษฐกิจปี 2569 ยังเผชิญความท้าทายรอบด้าน โดยมีการประเมินว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยจะอยู่ในระดับต่ำเพียง 1.6-1.7% ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบ เช่น แนฟทาและเม็ดพลาสติก ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับปัญหาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption) ที่ยังไม่คลี่คลาย ทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยค่าระวางตู้คอนเทนเนอร์พุ่งจากระดับ 1,200-1,300 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นกว่า 7,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตู้

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดในขณะนี้คือผู้ประกอบการ SME ซึ่งถือเป็นสัดส่วนหลักถึง 80-90% ของระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้เม็ดพลาสติกเป็นวัตถุดิบ เนื่องจากราคาปรับเพิ่มขึ้นถึง 50-70% ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ สินค้าแปรรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคหลากหลายประเภท นอกจากนี้ ปัญหาการขาดแคลนปุ๋ยยังเริ่มส่งผลต่อภาคเกษตร ซึ่งอาจลุกลามไปกระทบต้นทุนวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารและการแปรรูปในระยะถัดไป

“สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ SME ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจ หากไม่สามารถประคองตัวได้ จะเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อการจ้างงานและกำลังซื้อในประเทศ” นายเกรียงไกร กล่าว โดยย้ำว่าการแก้ปัญหาพลังงานและต้นทุนการผลิตในครั้งนี้ จำเป็นต้องอาศัยมาตรการเชิงรุกและการบูรณาการจากทุกภาคส่วน เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว