
ชาวสวนปาล์มเดือด! จี้รัฐปล่อย “ปาล์มขวด” ลอยตัว หลังต้นทุนพุ่ง
สมาพันธ์ชาวสวนปาล์ม จี้รัฐปล่อย "ปาล์มขวด" ลอยตัวตามกลไกตลาด หลังแบกต้นทุนปุ๋ย-ค่าแรงพุ่ง พร้อมกางเกณฑ์คุมส่งออก 2 แสนตัน/เดือน ยันสต็อกในประเทศยังมั่นคง
KEY
POINTS
- ชาวสวนปาล์มเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกการควบคุมเพดานราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวด และปล่อยให้ราคาลอยตัวตามกลไกตลาด
- สาเหตุหลักมาจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นถึงกระสอบละ 400 บาท และค่าแรงงานที่เพิ่มขึ้น
- เกษตรกรให้เหตุผลว่าไม่ควรเป็นผู้แบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นเพียงฝ่ายเดียว และเชื่อว่าการปรับราคาจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคมากนัก
สถานการณ์ปาล์มน้ำมันในประเทศกลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง เมื่อภาครัฐเริ่มขยับมาตรการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์มเพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน ขณะที่ตัวแทนเกษตรกรออกมาเรียกร้องให้รัฐเลิกคุมเพดานราคาน้ำมันปาล์มขวด เพื่อให้สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริง
นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย และกรรมการในคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม เปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการบริหารจัดการน้ำมันปาล์มว่า ปัจจุบันรัฐบาลได้กำหนดมาตรการจำกัดการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไว้ที่ 200,000 ตันต่อเดือน โดยผู้ส่งออกจะต้องยื่นใบสั่งซื้อ (Order) ต่อกระทรวงพาณิชย์ในแต่ละเดือนเพื่อขออนุญาต หากมีความต้องการส่งออกเกินกว่าจำนวนดังกล่าว คณะอนุกรรมการฯ จะประชุมเพื่อพิจารณาเป็นกรณีไป โดยยึดหลักความสมดุลและความมั่นคงของสต็อกน้ำมันปาล์มในประเทศเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ตัวเลขสมดุลปาล์มน้ำมันไทย จากการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตปาล์มสดจะอยู่ที่ประมาณ 2.24 ล้านตันต่อเดือน ซึ่งเมื่อคำนวณที่อัตราน้ำมัน 18% จะได้น้ำมันปาล์มดิบประมาณ 400,000 ตัน, โดยโครงสร้างการใช้ประโยชน์ในปัจจุบันแบ่งเป็น
- การบริโภคและอุตสาหกรรม: ประมาณ 125,000 ตันต่อเดือน
- ภาคพลังงาน (ผลิต B100): ประมาณ 99,000 ตันต่อเดือน
- สต็อกเพื่อความมั่นคง: กำหนดไว้ไม่ต่ำกว่า 200,000 ตัน
นายมนัส ระบุว่า ที่ผ่านมาการส่งออกเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณแสนกว่าตันต่อเดือน ซึ่งยังไม่ถึงเกณฑ์ 200,000 ตันที่รัฐกำหนด อย่างไรก็ตาม ได้มีการกำชับเรื่องเงื่อนไขเวลาการส่งออกที่ต้องดำเนินการภายใน 30 วันหลังได้รับ LC หากมีปัญหาล่าช้าสามารถทำเรื่องขอขยายเวลาได้หากสต็อกในประเทศยังอยู่ในระดับที่ปลอดภัย
รวมประเด็นสำคัญที่เสนอต่อที่ประชุมคือ การขอให้ปล่อยราคาน้ำมันปาล์มขวดลอยตัวตามกลไกตลาด และหยุดการจำกัดเพดานราคา, เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างมาก ทั้งค่าปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นถึงกระสอบละ 400 บาท รวมถึงค่าแรงงานในการเก็บเกี่ยวที่เพิ่มขึ้นตามภาวะค่าครองชีพ,
"ผมเป็นคนเสนอเองว่าให้ลอยตัว เพราะปาล์มเป็นสินค้าควบคุมที่เป็นความมั่นคงทั้งพลังงานและอาหาร แต่การกดราคาไว้ให้กลุ่มเกษตรกรรับภาระฝ่ายเดียวไม่ถูกต้อง ควรปล่อยให้เป็นไปตามดีมานด์และซัพพลาย" นายมนัสกล่าวพร้อมเสริมว่าการที่ราคาน้ำมันปาล์มขวดจะปรับขึ้นตามต้นทุนจริงไม่ได้กระทบต่อผู้บริโภคมากนัก เนื่องจากแต่ละครัวเรือนใช้เพียง 1-2 ขวดต่อเดือน และรัฐบาลมีกลไกช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอยู่แล้ว
นอกเหนือจากปัญหาต้นทุนการผลิต นายมนัสยังสะท้อนถึงอุปสรรคในภาคพลังงานว่า ปัจจุบันไทยประสบปัญหาเมทานอล (Methanol) ขาดแคลนและราคาพุ่งสูงขึ้นจาก 10 บาท เป็นกว่า 20-30 บาท เนื่องจากต้องนำเข้าจากมาเลเซียและอินโดนีเซียซึ่งกำลังกักตุนไว้ใช้แก้ปัญหาวิกฤตพลังงานของตนเองเช่นกัน
ขณะเดียวกัน นโยบายการผสมน้ำมันดีเซลที่ไม่นิ่ง (เช่น การปรับเปลี่ยนระหว่าง B5 และ B7) ล่าสุด มีนโยบายเพิ่มให้ผลิต B 20 ป้อนให้กับกลุ่มเรือประมง ส่งผลให้โรงงานผลิต B100 ไม่กล้ากักตุนวัตถุดิบเพราะเสี่ยงต่อการขาดทุน ทั้งนี้ ขั้นตอนการดำเนินงานหลังจากคณะอนุกรรมการฯ พิจารณาข้อเสนอต่างๆ แล้ว จะต้องส่งเรื่องต่อไปยังคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติเป็นมาตรการบังคับใช้ต่อไป






