
ยางตลาดล่วงหน้าดิ่งสวนสงคราม บิ๊กอุตฯ ชี้วิถีรบเปลี่ยน ฉุดดีมานด์โลก
2 บิ๊กยาง “ไทยรับเบอร์ฯ–นอร์ทอีส” วิเคราะห์ปรากฏการณ์ราคายางตลาดล่วงหน้าดิ่งสวนทางสถานการณ์โลก ชี้ “ยางพารา” บทบาทเชิงยุทธศาสตร์ลดลงตามรูปแบบสงครามยุคใหม่ จับตาเศรษฐกิจชะลอ–ดอกเบี้ยขาขึ้น กดดีมานด์ยานยนต์ ฉุดการใช้ยางพาราโลก
KEY
POINTS
- ราคายางในตลาดล่วงหน้าปรับตัวลดลงสวนทางกับสถานการณ์สงคราม เนื่องจากรูปแบบการรบสมัยใหม่ได้เปลี่ยนแปลงไป
- สงครามยุคปัจจุบันพึ่งพาเทคโนโลยีและอาวุธอัจฉริยะมากกว่ากำลังภาคพื้นดิน ทำให้ยางพาราลดบทบาทการเป็นยุทธปัจจัยสำคัญเหมือนในอดีต
- ปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค เช่น ราคาน้ำมันและดอกเบี้ยที่สูงขึ้น กดดันอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นผู้ใช้ยางรายใหญ่ ส่งผลให้ความต้องการใช้ยางทั่วโลกชะลอตัว
ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคของโลกที่ทวีความตึงเครียด ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์หลายชนิดปรับตัวผันผวนตามแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม “ยางพารา” ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นสินค้าสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ กลับเคลื่อนไหวสวนทางกับภาพจำในอดีต เมื่อราคายางในตลาดล่วงหน้า (Futures) อย่าง TOCOM ญี่ปุ่น และตลาดเซี่ยงไฮ้ ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ท่ามกลางคำถามว่าเหตุใดสงครามยุคใหม่จึงไม่สามารถหนุนราคายางได้เช่นในอดีต
นายวรเทพ วงศาสุทธิกุล ประธานและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในอดีตยางพาราถูกจัดเป็นสินค้าทางยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) ปี 1973 จากการคว่ำบาตรของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ที่เชื่อมโยงกับสงครามยมคิปปูร์ ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก รวมถึงยางพาราที่เคยปรับขึ้นแรงในบางช่วง จากทั้งแรงหนุนด้านอุปสงค์ในภาคอุตสาหกรรมและแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน
อย่างไรก็ตาม รูปแบบสงครามในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่ต้องพึ่งพาการเคลื่อนกำลังพลและยานพาหนะจำนวนมาก มาสู่สงครามเทคโนโลยีที่ใช้ระบบอาวุธอัจฉริยะ โดรน และขีปนาวุธเป็นหลัก ทำให้ความต้องการใช้ยางในฐานะ “ยุทธปัจจัย” ลดบทบาทลง
“วิถีการรบเปลี่ยนไปสู่ยุคเทคโนโลยีและ AI ไม่ได้ใช้กำลังภาคพื้นดินแบบเดิม ยางพาราจึงไม่ได้ถูกมองเป็นยุทธปัจจัยสำคัญเหมือนในอดีต” นายวรเทพกล่าว พร้อมระบุว่า มุมมองของนักลงทุนจึงสะท้อนผ่านราคาตลาดล่วงหน้าที่ไม่ได้ตอบสนองต่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เหมือนในอดีต
ขณะเดียวกัน ปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคยังเป็นแรงกดดันสำคัญต่อราคายาง โดยเฉพาะทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเกิดความขัดแย้ง ส่งผลให้ต้นทุนการดำรงชีพเพิ่มขึ้น และกระทบกำลังซื้อของผู้บริโภค ทำให้การใช้รถยนต์และการตัดสินใจซื้อรถใหม่ชะลอตัวลง ซึ่งเป็นปัจจัยลบโดยตรงต่อความต้องการใช้ยางธรรมชาติ
นอกจากนี้ ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นยังซ้ำเติมภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นผู้ใช้ยางรายใหญ่ของโลก เมื่อยอดขายรถยนต์มีแนวโน้มชะลอลง ความต้องการยางล้อจึงลดลงตาม ส่งผลให้ราคายางในตลาดโลกเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ราคายางในประเทศไทยกลับเคลื่อนไหวสวนทางตลาดโลก โดยนายวรเทพระบุว่า ราคายางในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ เนื่องจากเข้าสู่ช่วง “ปิดกรีด” และยางผลัดใบ ทำให้ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง ส่งผลให้เกิดภาวะตึงตัวด้านอุปทาน โดยคาดว่าปริมาณผลผลิตจะเริ่มกลับเข้าสู่ระบบอีกครั้งในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคม
ด้านนายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองสอดคล้องกันว่า การปรับตัวของราคายางในช่วงนี้มีปัจจัยหลักมาจากด้านอุปทาน มากกว่าปัจจัยภายนอกอย่างสงครามหรือราคาน้ำมันในตลาดโลก
ทั้งนี้ แม้ราคายางพาราจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในประเทศ แต่ยังไม่ได้เคลื่อนไหวสอดรับกับปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดน้อยกว่าปกติเป็นตัวแปรสำคัญที่หนุนราคาในระยะสั้น สะท้อนกลไกตลาดที่ยังคงยึดโยงกับอุปสงค์–อุปทานเป็นหลัก มากกว่าปัจจัยด้านความขัดแย้งในเวทีโลก
หน้า 13 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,187 วันที่ 29 มีนาคม - 1 เมษายน พ.ศ. 2569






