
อั้นไม่ไหว! ค่าขนส่งพุ่ง แจ้งปรับขึ้นราคาไข่ไก่อีกแผงละ 6 บาท มีผล 28 มี.ค.นี้
ด่วน! เครือข่ายสหกรณ์ฯ เคาะราคาไข่ไก่หน้าฟาร์ม ฟองละ 3.60 บาท เพิ่มขึ้น 20 สตางค์ หรืออีกแผงละ 6 บาท มีผล 28 มีนาคม 2568
KEY
POINTS
- เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ประกาศปรับขึ้นราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอีกฟองละ 20 สตางค์ (เป็น 3.60 บาท) ทำให้ราคาขายปลีกปรับขึ้นแผงละ 6 บาท มีผล 28 มีนาคมนี้
- สาเหตุหลักมาจากปริมาณผลผลิตไข่ไก่ลดลง เนื่องจากการปลดแม่ไก่ยืนกรง และสภาพอากาศที่ร้อนจัด
- ผู้ประกอบการยังเผชิญกับต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการปรับขึ้นราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นอีกปัจจัยกดดันด้านราคา
เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ประกอบด้วย สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด และสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย จำกัด ได้ประกาศปรับราคาไข่ไก่คละขึ้น 20 สตางค์ เป็น 3.60 บาทต่อฟอง ส่งผลให้ไข่ไก่ปรับราคาขึ้นอีก 6 บาทต่อแผง หลังมีการปลดแม่ไก่อย่างต่อเนื่อง และมีไก่ใหม่ที่เพิ่งเลี้ยงทำให้ผลผลิตยังไม่เต็มที่ รวมถึงอากาศร้อนทำให้ผลผลิตน้อยลง เป็นไปตามกลไกลตลาด มีผลวันที่ 28 มีนาคม 2569
นายสุธาศิน อมฤก เลขานุการสมาคมการค้าผู้ค้าไข่ไทย กล่าวว่า จากการปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลอีก 6 บาทต่อลิตรแบบรวดเดียว ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างหนักต่อธุรกิจขนส่งไข่ทั่วประเทศ ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการทุกระดับต่างได้รับผลกระทบถ้วนหน้า
สถานการณ์ดังกล่าวยังสร้างความไม่แน่นอนต่อการวางแผนธุรกิจในระยะยาว เนื่องจากไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าราคาน้ำมันจะปรับขึ้นอีกเมื่อใดและมากน้อยเพียงใด แม้ที่ผ่านมาการปรับขึ้นราคาสินค้าอาจยังไม่กระทบการบริโภคอย่างชัดเจน แต่ต้นทุนน้ำมันที่พุ่งขึ้นในครั้งนี้ กลับทำให้การค้าขายยากลำบากมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ในด้านข้อเสนอแนะ ผู้ประกอบการเรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณามาตรการช่วยเหลือภาคขนส่งโดยเร่งด่วน โดยเฉพาะการอุดหนุนต้นทุนน้ำมัน แม้จะมีแนวคิดเรื่องการใช้คูปองช่วยเหลือ แต่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับความซับซ้อนในการดำเนินการ เนื่องจากธุรกิจขนส่งไข่ส่วนใหญ่เป็นลักษณะการขนส่งส่วนตัว ไม่ได้อยู่ในระบบขนส่งเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ ทำให้การเข้าถึงมาตรการรัฐเป็นไปได้ยาก
ขณะที่ผู้ประกอบการเองต้องเร่งปรับตัวเพื่อลดภาระต้นทุน โดยเน้นการบริหารจัดการเส้นทางขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การรวมรอบการจัดส่งสินค้าในเส้นทางเดียวกันเพื่อลดจำนวนเที่ยววิ่ง ซึ่งช่วยประหยัดค่าน้ำมันได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การรวมสินค้าปริมาณมากกว่า 20,000 ฟองต่อเที่ยว อาจติดข้อจำกัดด้านกฎระเบียบการเคลื่อนย้ายของกรมปศุสัตว์
นอกจากนี้ หากมีคำสั่งซื้อเร่งด่วน ผู้ประกอบการจำเป็นต้องแยกขนส่งเป็นหลายเที่ยว ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้หลายรายเริ่มปรับกลยุทธ์ด้านราคา เช่น การให้ส่วนลดกรณีลูกค้ามารับสินค้าเอง หรือการเรียกเก็บค่าขนส่งเพิ่มเติมตามระยะทาง เพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้น
อีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญคือขั้นตอนการเคลื่อนย้ายสินค้าภายใต้การกำกับดูแลของกรมปศุสัตว์ ซึ่งต้องมีการนัดหมายล่วงหน้ากับเจ้าหน้าที่ ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในบางกรณี โดยเฉพาะในสถานการณ์เร่งด่วน ทำให้เสียเวลาและเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการขนส่งทั้งนี้ ผู้ประกอบการเสนอให้ภาครัฐพิจารณาผ่อนปรนขั้นตอนการเคลื่อนย้ายสินค้าในช่วงที่ต้นทุนน้ำมันอยู่ในระดับสูง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการกระจายสินค้า และลดภาระต้นทุนที่กำลังบีบคั้นธุรกิจอย่างหนักในขณะนี้






