thansettakij
thansettakij
ไข่ไก่ขึ้นราคา 20 สตางค์ แตะ 3.40 บาท-เปิดต้นทุนจริง 3.26 บาท เกษตรกรยัง 'ขาดทุนสะสม'

ไข่ไก่ขึ้นราคา 20 สตางค์ แตะ 3.40 บาท-เปิดต้นทุนจริง 3.26 บาท เกษตรกรยัง 'ขาดทุนสะสม'

23 มี.ค. 69 | 05:21 น.
อัปเดตล่าสุด :23 มี.ค. 69 | 06:23 น.

ไข่ไก่ขยับฟองละ 20 สตางค์ สู่ระดับ 3.40 บาท สวนกระแสเสียงบ่นค่าครองชีพพุ่ง เจาะตัวเลขต้นทุน 3.20–3.28 บาท ชี้ผู้เลี้ยงยังแบกขาดทุนยาว เหตุผลผลิตผันผวนตามอากาศร้อน

KEY

POINTS

  • เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ประกาศปรับขึ้นราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม 20 สตางค์ เป็นฟองละ 3.40 บาท เนื่องจากสภาพอากาศร้อนทำให้ผลผลิตไข่ลดลง
  • ต้นทุนการผลิตไข่ไก่เฉลี่ยในปัจจุบันอยู่ที่ฟองละ 3.26 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาขายในช่วงต้นปีที่เกษตรกรต้องขายในราคาที่ต่ำกว่าทุน
  • แม้ราคาจะปรับขึ้น แต่เมื่อเทียบกับต้นทุนและภาวะราคาตกต่ำก่อนหน้า ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในสภาวะขาดทุนสะสมและยังไม่มีกำไร

ในช่วงเวลาที่ค่าครองชีพกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคม "ราคาไข่ไก่" มักถูกยกขึ้นมาเป็นดัชนีชี้วัดความลำบากของปากท้องอยู่เสมอ เมื่อมีการประกาศปรับราคาไข่ไก่ขึ้นเพียงไม่กี่สิบสตางค์ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็มักจะตามมาทันที อย่างไรก็ตาม หากเราพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านผ่านสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในปี 2569 เราอาจพบว่าคำว่า "ไข่แพง" อาจเป็นเพียงมุมมองด้านเดียวของเหรียญที่มีความซับซ้อนมากกว่านั้น

ราคาขยับรับสภาพอากาศแปรปรวน

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 เริ่มเข้าสู่ช่วงต้นฤดูร้อน เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ได้ประกาศปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มขึ้นอีกฟองละ 20 สตางค์ ส่งผลให้ราคาขยับจากเดิมขึ้นไปอยู่ที่ “ฟองละ 3.40 บาท” หรือเพิ่มขึ้นแผงละ 6 บาท ดูเสมือนจะเป็นจังหวะเดียวกับความแปรปรวนของสภาพอากาศเข้าสู่ฤดูร้อน

นายมาโนช ชูทับทิม ประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด และนายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ เปิดเผยว่า ราคาไข่ไก่ปรับขึ้นมา 20 สตางค์ก็จริง แต่หากมองย้อนกลับไปเพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้า จะพบว่าสถานการณ์นั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เพราะในช่วงต้นปี 2569 เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ต้องเผชิญกับภาวะราคาไข่ไก่อ่อนตัว อย่างหนัก มา 2-3 เดือนแล้ว โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มลดลงไปเหลือเพียงฟองละ 3.20 บาทเท่านั้น ซึ่งสาเหตุสำคัญในตอนนั้นมาจากสภาพอากาศที่เย็นลง ทำให้แม่ไก่ให้ผลผลิตสูงขึ้นจนเกิดภาวะอุปทานส่วนเกิน (Over Supply) ในขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มชะลอตัวลง

มาโนช ชูทับทิม ประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด และนายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่

 

เบื้องหลังราคา คือ กลไกตลาด

ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนราคาในปัจจุบันไม่ใช่ความต้องการฉวยโอกาสของเกษตรกร แต่เป็น "กลไกตลาด" ที่ถูกกระทบโดยสภาพภูมิอากาศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเข้าสู่ช่วงที่อากาศเริ่มร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง สภาพอากาศที่แปรปรวนนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของไก่ไข่ ทำให้ไก่มีภูมิคุ้มกันลดลง เป็นโรคได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือ "อัตราการให้ไข่ลดลง"

เมื่อผลผลิตในตลาดลดลงตามธรรมชาติ แต่ความต้องการบริโภคยังคงเดิมหรือเพิ่มมากขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว ราคาจึงต้องปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกดีมานด์และซัพพลาย  ดังนั้น การปรับราคาเป็นฟองละ 3.40 บาท จึงเป็นการสะท้อนภาพของฤดูกาลผลผลิต

“ต้นทุนที่แท้จริง” ความลักลั่นระหว่างราคากับกำไร

หากเราเปิดตัวเลขต้นทุนการผลิตมาพิจารณา จะเห็นภาพที่น่าเห็นใจสำหรับเกษตรกรรายย่อยเป็นอย่างมาก ข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่าต้นทุนการผลิตไข่ไก่เฉลี่ย ตั้งแต่ไตรมาส2/68 ถึงไตรมาส 1/69 มีระดับตั้งแต่ 3.20 บาท โดยในบางช่วงปรับขึ้นไปสูงสุด 3.28 บาท ก่อนที่จะลงมาอยู่ในระดับ 3.26 บาท ในปัจจุบัน ในขณะที่ราคาขายจริงในช่วงวิกฤตราคาดิ่งต้นปี 2569 อยู่ที่เพียง 3.00 - 3.20 บาทต่อฟองเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าเกษตรกรต้องแบกรับภาระการ “ขายขาดทุนสะสม" มาอย่างต่อเนื่อง

สาเหตุของต้นทุนที่พุ่งสูงมาจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งค่าแรงงานและค่าพลังงานที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีปัญหาการแข่งขันกันอย่างรุนแรง จนผลผลิตล้นออกมาแล้วราคาต่ำ

ไข่ไก่ขึ้นราคา 20 สตางค์ แตะ 3.40 บาท-เปิดต้นทุนจริง 3.26 บาท เกษตรกรยัง 'ขาดทุนสะสม'

ดังนั้น การที่ราคาขยับขึ้นมาที่ฟองละ 3.40 บาทในปัจจุบัน แม้จะดูเหมือนแพงขึ้นในสายตาผู้บริโภค แต่หากเทียบกับต้นทุนการผลิตแล้ว “เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในสภาวะที่ขาดทุนสะสม แทบจะยังไม่มีกำไร” การปรับราคาจึงเป็นเพียงการช่วยต่อลมหายใจให้ผู้ผลิตสามารถประคองอาชีพต่อไปได้เท่านั้น

การเติบโตและความท้าทายอุตสาหกรรมไข่

แม้จะมีความผันผวนของราคา แต่ภาพรวมอุตสาหกรรมไข่ไก่ในปี 2569 ยังคงมีแนวโน้มขยายตัว คาดการณ์ปริมาณการผลิตไข่ไก่จะมีปริมาณ 16,108.317 ล้านฟอง เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเล็กน้อย  โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก ปัจจัยต่างๆ ได้แก่ ความต้องการบริโภคภายในประเทศซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกกว่า 90% ของการใช้ไข่ไก่ที่ผลิตได้ ซึ่งไม่ว่าจะเกิดปัจจัยเรื่องภูมิรัฐศาสตร์อย่างไรก็ตาม การบริโภคในประเทศก็ยังมีเสถียรภาพ คนยังบริโภคไข่ไก่ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนราคาถูก และสามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลาย และหากรัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้คนมีความต้องการบริโภคมากขึ้น 

ดังนั้น หากมีการรณรงค์บริโภค ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเพิ่มการประชาสัมพันธ์ถึงคุณประโยชน์ของไข่ไก่อย่างต่อเนื่อง เช่น กิจกรรมวันไข่โลก ทำให้ปริมาณการบริโภคเหมาะสมกับทุกเพศทุกวัย เชื่อว่าจะทำให้ตลาดในประเทศเติบโตได้

‘บทบาทของภาครัฐ : การรักษาสมดุล’

อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ราคาไข่ไก่ผันผวนจนเกินไป คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อรักษาสมดุลตลาด เช่น การขอความร่วมมือให้เกษตรกรปลดไก่ไข่ยืนกรงตามอายุที่เหมาะสมเพื่อควบคุมปริมาณผลผลิตไม่ให้ล้นตลาดเกินไป  รวมถึงการจัดทำแผนการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ที่เหมาะสมเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาในระยะยาว

 กลไกตลาดเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจากราคาไข่ในตลาดสูง-ต่ำ ไม่ต่างกันมากในช่วงที่ผ่านมา  ดังนั้น คำตอบของคำถามที่ว่า "ไข่แพงจริงหรือ" อาจสรุปได้ว่าเป็นการปรับราคาให้เข้าใกล้ต้นทุนที่แท้จริงมากกว่า เพราะการขยับราคาขึ้นฟองละ 20 สตางค์เป็นผลโดยตรงจากธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้อย่างสภาพอากาศร้อน และเป็นการปรับตัวหลังจากที่ราคาตกต่ำอย่างผิดปกติในช่วงต้นปี 

ในฐานะผู้บริโภค การเข้าใจถึงความยากลำบากของเกษตรกรที่ต้องเผชิญทั้งต้นทุนพลังงาน ค่าแรง และความเสี่ยงจากโรคระบาด จะช่วยให้เรามองเห็นภาพกว้างของระบบอาหารไทย  ไข่ไก่ยังคงเป็นโปรตีนที่มีราคาถูกที่สุดเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่น และการที่เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม ก็จะเป็นหลักประกันว่าเราจะมีไข่ไก่คุณภาพดีบริโภคได้อย่างยั่งยืนในอนาคต