
‘คุณภาพน้ำ–การป้องกันโรค’ ตัวแปรชี้ชะตาอุตสาหกรรมกุ้งไทย บทเรียนจากวิกฤตแม่น้ำกก
เป็นที่ทราบกันดีว่า “คุณภาพน้ำ” ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทุกประเภท โดยเฉพาะ “กุ้ง” ซึ่งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีความอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมสูง
KEY
POINTS
- คุณภาพน้ำเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการเพาะเลี้ยงกุ้งซึ่งเป็นสัตว์ที่อ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีกรณีการปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำกกเป็นบทเรียนสำคัญ
- เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเรียกร้องให้ภาครัฐมีมาตรการตรวจสอบสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำที่เข้มงวด และสร้างระบบแจ้งเตือนเพื่อป้องกันความเสียหายต่อฟาร์ม
- การจัดการคุณภาพน้ำมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการป้องกันโรค ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ทำให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยไม่สามารถเพิ่มผลผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดโลกได้
เป็นที่ทราบกันดีว่า “คุณภาพน้ำ” ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทุกประเภท โดยเฉพาะ “กุ้ง” ซึ่งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีความอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมสูง น้ำไม่ได้เป็นเพียงแหล่งอยู่อาศัยของกุ้งเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งอาหารและแร่ธาตุจำเป็นต่อการเจริญเติบโต ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหาที่กระทบต่อคุณภาพน้ำ ย่อมส่งผลต่อสุขภาพสัตว์น้ำ และคุณภาพผลผลิตตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
กรณีปัญหาการปนเปื้อนสารพิษใน แม่น้ำกก กลายเป็นประเด็นที่สังคมจับตาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2568 หลังตรวจพบการปนเปื้อนของโลหะหนัก ได้แก่ สารหนู แคดเมียม และตะกั่ว ซึ่งมีการตั้งข้อสันนิษฐานว่าอาจมีสาเหตุมาจากกิจกรรมเหมืองแร่ข้ามพรมแดน ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางน้ำอย่างรุนแรง พบสัตว์น้ำจำนวนมากป่วยติดเชื้อ มีบาดแผลตามลำตัว และเกิดความเสียหายต่อความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ นอกจากนี้ยังสร้างความกังวลด้านสุขภาพของประชาชนในระยะยาว แม้เวลาจะผ่านมากว่า 7 เดือนแล้ว แต่ปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำกกยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คุณภาพน้ำถือเป็นปัจจัยที่มีผลโดยตรงต่ออัตราการรอดของสัตว์น้ำ โดยเฉพาะกุ้ง หากน้ำไม่สะอาดหรือมีการปนเปื้อน ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะนำเชื้อโรคเข้าสู่บ่อเลี้ยงและสร้างความเสียหายต่อฟาร์มได้
ในมุมมองของผู้เลี้ยงกุ้ง นายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย และที่ปรึกษา สมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า การเลี้ยงกุ้งจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพน้ำอย่างมาก เกษตรกรจึงต้องตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากกุ้งเป็นสัตว์น้ำที่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม การนำน้ำจากแหล่งธรรมชาติเข้าสู่บ่อเลี้ยงจึงต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ
“การตรวจสอบสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำต้องดำเนินการอย่างเข้มงวด ภาครัฐควรสร้างความมั่นใจให้เกษตรกร และมีระบบแจ้งเตือนเมื่อพบสารปนเปื้อนเกินมาตรฐาน เพื่อให้ผู้ใช้น้ำสามารถรับมือได้ทันก่อนจะเกิดความเสียหายต่อสัตว์น้ำและฟาร์มเลี้ยง” นายบรรจง กล่าว
สอดคล้องกับมุมมองของนายสนิท แดงพยนต์ ประธานกลุ่มเกษตรกรทำประมงพัฒนาเกษตรพอเพียง 49 อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ที่ระบุว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งให้ความสำคัญกับการตรวจสอบคุณภาพน้ำเป็นอันดับต้น ๆ โดยต้องตรวจวัดทั้งค่าความเป็นกรด-ด่าง และค่าปริมาณแร่ธาตุในน้ำตั้งแต่เริ่มเลี้ยง รวมถึงติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่องตลอดรอบการผลิต เนื่องจากคุณภาพน้ำมีผลโดยตรงต่ออัตราการรอดของกุ้ง
สนิทกล่าวว่า ระบบการเลี้ยงกุ้งแบบพัฒนาที่กลุ่มนำมาใช้สามารถช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของสัตว์น้ำจากไข่กุ้งหรือไข่ปลาที่ไหลเข้ามาจากแหล่งน้ำภายนอกได้ ทำให้ไม่เกิดปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำ อย่างไรก็ตาม แม้ระบบจะมีความเข้มงวดเพียงใด ก็ยังไม่สามารถป้องกันการปนเปื้อนของสารเคมีหรือโลหะหนักที่มากับแหล่งน้ำได้
“หากเกิดการปนเปื้อนของโลหะหนักในแหล่งน้ำเหมือนกรณีแม่น้ำกก ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้เลี้ยงกุ้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โชคดีว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่แหล่งเลี้ยงกุ้งหลักของประเทศ”
ด้านการส่งออก นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย ระบุว่า ก่อนหน้านี้สมาคมได้ยื่นหนังสือเสนอ 11 มาตรการต่อภาครัฐ เพื่อผลักดันให้ “กุ้ง” เป็นวาระแห่งชาติ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญคือการพัฒนาฟาร์มเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืน ผ่านการส่งเสริมมาตรฐานฟาร์ม (GAP) และการเพาะเลี้ยงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งยกระดับระบบป้องกันและควบคุมโรคในกุ้ง รวมถึงการเฝ้าระวังโรคระบาดอย่างเข้มงวด
ทั้งนี้ สมาคมประเมินว่าปี 2569 ยังเป็นโอกาสของกุ้งไทยในตลาดโลก แต่ปัญหาสำคัญคืออุตสาหกรรมยังไม่สามารถก้าวข้ามปัญหาโรคกุ้งได้ ส่งผลให้ไม่สามารถเพิ่มผลผลิตเพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เปิดกว้าง
ท้ายที่สุด ไม่ว่าบทสรุปของกรณีปนเปื้อนในแม่น้ำกกจะออกมาในทิศทางใด “คุณภาพน้ำ” ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับการดูแลเป็นอันดับต้น ๆ เพราะไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อระบบนิเวศเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของชุมชน เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และเศรษฐกิจท้องถิ่นในระยะยาว

