

KEY
POINTS
ผู้เชี่ยวชาญ ประเมินความขัดแย้ง สหรัฐอเมริกา–อิหร่าน มีโอกาสลุกลามเป็นสงครามสูงถึง 70-80% หากการเจรจานิวเคลียร์ล้มเหลว เตือนผลกระทบพลังงาน–ขนส่งสะเทือนเศรษฐกิจโลก พร้อมชี้ความเสี่ยงปะทะไทย–กัมพูชารอบ 3 ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน กรณีโครงการนิวเคลียร์ผ่าน “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ประเมินมีโอกาสเกิดสงครามสูงถึง 70-80% ภายใต้เงื่อนไขการเจรจาที่ยังหาข้อยุติไม่ได้
ทั้งนี้ปัจจัยชี้ขาดอยู่ที่การเจรจา 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. อิหร่านไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ 2. การไม่ผลิตขีปนาวุธ และ 3. การไม่สนับสนุนกองกำลังติดอาวุธในภูมิภาค โดยอิหร่านยอมรับได้เพียงเงื่อนไขเรื่องนิวเคลียร์ แต่ไม่ยอมจำกัดขีปนาวุธและเครือข่ายกองกำลัง เพราะจะกระทบต่ออำนาจและเสถียรภาพภายในประเทศ
“ตอนนี้เรือรบของสหรัฐฯ เข้าไปประชิดพื้นที่แล้ว หากการเจรจาล้มเหลว โอกาสปะทะมีสูงมาก” ดร.อัทธ์ กล่าว
อีกปัจจัยสำคัญคือบทบาทของอิสราเอล ซึ่งมองว่ามีความพร้อมเปิดฉากกับอิหร่านก่อน และสหรัฐจะเข้าหนุนหลังทันที หากเกิดสงครามจริง ทั้งนี้คาดอิหร่านจะสู้แบบ “Last War” หรือสู้เต็มกำลังโดยไม่ถอย
อย่างไรก็ตาม มองว่า รัสเซียและจีน อาจไม่เข้าช่วยอิหร่านเต็มตัว เนื่องจากรัสเซียยังติดพันสงครามในยูเครน ส่วนจีนไม่ต้องการเผชิญหน้าโดยตรงกับสหรัฐในตะวันออกกลาง ทั้งนี้หากตะวันออกกลางลุกเป็นไฟ ผลกระทบจะเกิดขึ้นทันทีในตลาดน้ำมันและเส้นทางขนส่งทางทะเล ราคาพลังงานมีแนวโน้มพุ่งสูง กระทบต้นทุนการผลิต การขนส่ง และเงินเฟ้อทั่วโลก
“เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบเต็ม ๆ หากสถานการณ์สหรัฐ-อิหร่านพัฒนาไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ ทั้งต้นทุนนำเข้าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และค่าขนส่งสินค้า โดยเฉพาะภาคส่งออกที่พึ่งพาตลาดโลก” ดร.อัทธ์กล่าว พร้อมระบุว่า ความผันผวนค่าเงินและตลาดทุนจะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากความเสี่ยงในตะวันออกกลางแล้ว ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมองว่ามีโอกาสเกิดการปะทะรอบที่ 3 ค่อนข้างมาก หากการสะสมอาวุธและยุทธวิธีใหม่ของกัมพูชายังดำเนินต่อไป โดยฝั่งกัมพูชามีการปรับยุทธศาสตร์ ทั้งการวางแผนจู่โจมและยุทธวิธีเผาป่าเพื่อพรางตาในการเสริมกำลัง ซึ่งถือเป็นรูปแบบใหม่ที่ฝ่ายความมั่นคงไทยต้องติดตามใกล้ชิด
ดร.อัทธ์เสนอว่า รัฐบาลไทยจำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ทั้งในมิติความมั่นคงและเศรษฐกิจ เพราะหากเกิดแรงกระแทกพร้อมกันทั้งตะวันออกกลางและชายแดนไทย อาจกลายเป็นแรงกดดันซ้อนต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในช่วงเปราะบาง
“ปีนี้ไม่ใช่ปีปกติของภูมิรัฐศาสตร์ ความเสี่ยงพร้อมปะทุหลายจุด ซึ่งรัฐบาลใหม่ต้องเตรียมรับมือทั้งสงครามไกลตัว และความขัดแย้งใกล้บ้าน” ดร.อัทธ์ กล่าวทิ้งท้าย
ข้อมูล :
สำหรับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ และอิหร่านมีรากฐานมาจากการเฝ้าระวังโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านที่ดำเนินมานานหลายทศวรรษ โดยในปี 2018 สหรัฐ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ (JCPOA) เนื่องจากมองว่าเป็นข้อตกลงที่บกพร่อง ไม่ครอบคลุมถึงโครงการขีปนาวุธและการสนับสนุนกลุ่มตัวแทนติดอาวุธในภูมิภาค
เมื่อทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้งในปี 2025 ได้ใช้มาตรการกดดันสูงสุด (Maximum Pressure) และยื่นคำขาดผ่านจดหมายถึงผู้นำสูงสุดของอิหร่านให้บรรลุข้อตกลงใหม่ภายใน 60 วัน ทว่าเมื่อพ้นกำหนดโดยไม่มีข้อตกลง อิสราเอลและสหรัฐ จึงได้เปิดฉากโจมตีสถานนิวเคลียร์และเป้าหมายทางทหารของอิหร่านอย่างรุนแรงในเดือนมิถุนายน 2025
นอกจากนี้ สหรัฐ ยังยอมรับว่าได้จงใจสร้างสภาวะขาดแคลนเงินดอลลาร์เพื่อทำลายค่าเงินเรียลของอิหร่านจนเศรษฐกิจล่มสลาย นำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ในอิหร่าน ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 6,000 รายในช่วงปลายปี 2025 ถึงต้นปี 2026
สำหรับสถานการณ์ล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ความตึงเครียดพุ่งสูงขึ้นอย่างมากเนื่องจากสหรัฐ ได้ส่งกองเรือรบและเรือบรรทุกเครื่องบินสองกลุ่ม (USS Abraham Lincoln และ USS Gerald R. Ford) เข้าสู่ตะวันออกกลางเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีทางทหารที่อาจกินเวลานานหลายสัปดาห์หากการเจรจาล้มเหลว แม้ทั้งสองฝ่ายจะเริ่มกลับมาเจรจาทางอ้อมรอบใหม่ที่ประเทศโอมาน
โดยสหรัฐ ยื่นเงื่อนไขให้อิหร่านส่งมอบยูเรเนียมเสริมสมรรถนะทั้งหมดและยุติโครงการขีปนาวุธ แต่อิหร่านยังคงยืนกรานว่าโครงการขีปนาวุธเป็น "เส้นแดง" ที่ไม่สามารถเจรจาได้ แม้การพูดคุยเบื้องต้นจะถูกมองว่าเป็น "จุดเริ่มต้นที่ดี" แต่ความเชื่อมั่นยังอยู่ในระดับต่ำ ท่ามกลางการเฝ้าระวังจากจีนและรัสเซียที่คอยสนับสนุนอิหร่านและร่วมกันเตือนสหรัฐ ว่าการใช้กำลังทหารจะทำลายเสถียรภาพของโลกอย่างรุนแรง