

KEY
POINTS
รายงานข่าวเผยว่า นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร พร้อมด้วย นายธานี แสงรัตน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล นำคณะผู้แทนกรมวิชาการเกษตรเข้าหารือกับ Ms. Park Kyung-hee ปฎิบัติหน้าที่ อธิบดี กรมกักกันพืช สัตว์ และอาหาร และ ผู้อำนวยการกองบริหารการส่งออก กรมกักกันพืช สัตว์ และอาหาร (Animal and Plant Quarantine Agency: APQA) สาธารณรัฐเกาหลี เร่งผลักดันการขยายตลาดสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของไทย อาทิ มะม่วงสด ส้มโอ ลำไย และมะละกอดิบ (สำหรับ ส้มตำ) พร้อมทั้งหารือแนวทางแก้ไขและลดอุปสรรคทางการค้า โดยเฉพาะในประเด็นมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Sanitary and Phytosanitary Measures: SPS) ควบคู่กับการเพิ่มปริมาณการส่งออกสินค้าเกษตรไทยเข้าสู่ตลาดสาธารณรัฐเกาหลี
ทั้งนี้อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือด้านการเปิดตลาดสินค้าเกษตรระหว่างสองประเทศ โดยในปี 2569 ไทยได้ยื่นคำขอเปิดตลาดส้มโอไทยสู่เกาหลี ขณะที่ฝ่ายเกาหลียื่นคำขอเปิดตลาดพริกสด (paprika) จากเกาหลีสู่ไทย ทั้งนี้ ในปี 2568 ไทยส่งออกส้มโอสดไปต่างประเทศกว่า 31,832 ตัน มูลค่า 1,427 ล้านบาท และคาดว่าหลังจากเกาหลีอนุญาตให้นำเข้าส้มโอจากไทย จะช่วยเพิ่มปริมาณการส่งออกเป็นประมาณ 32,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 1,500 ล้านบาท
พร้อมกันนี้ ฝ่ายไทยยังได้ขอให้สาธารณรัฐเกาหลีพิจารณาเปิดตลาดสินค้าเกษตร เพิ่มเติม ได้แก่ ลำไยและมะละกอดิบ ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพสูง สอดคล้องกับนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยคาดหวังว่า ภายในปี 2569 จะสามารถดำเนินการเปิดตลาดผลไม้ดังกล่าวสำเร็จ คาดว่า ประเทศไทยจะสามารถส่งออกส้มโอสด ได้ปริมาณประมาณ 32,000 ตัน มูลค่า 1,500 ล้านบาทต่อปี ลำไย ปริมาณ 514,000 ตัน มูลค่า 18,300 ล้านบาทต่อปี และมะละกอสด ปริมาณ 372 ตัน มูลค่า 30 ล้านบาทต่อปี
สำหรับสินค้ามะม่วง ปัจจุบันประเทศไทยสามารถส่งออกมะม่วงสดไปยังสาธารณรัฐเกาหลีได้ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ หนังกลางวัน น้ำดอกไม้ แรด และมหาชนก โดยต้องผ่านกระบวนการบำบัดด้วยไอน้ำร้อน (Vapor Heat Treatment: VHT) เพื่อควบคุมแมลงวันผลไม้สกุล Bactrocera อย่างไรก็ตาม ในการหารือครั้งนี้ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรได้เสนอให้ฝ่ายเกาหลีพิจารณามาตรการทางเลือก คือ การแช่ในน้ำร้อน (Hot Water Immersion Treatment: HWIT) ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมาธิการมาตรการสุขอนามัยพืช (CPM) ตั้งแต่ปี 2568 แล้ว
อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยใช้วิธีแช่น้ำร้อนในการส่งออกมะม่วงสดไปยังสหภาพยุโรปมากว่า 5 ปี โดยไม่พบรายงานการตรวจพบศัตรูพืชจากสินค้าไทย อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับการอบไอน้ำ ซึ่งต้องลงทุนในตู้อบขนาด 3 ตัน มูลค่าประมาณ 11 ล้านบาท ขณะที่อ่างแช่น้ำร้อนขนาด 600 กิโลกรัม มีราคาประมาณ 350,000 บาทเท่านั้น จึงจะทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการส่งออกผลไม้ไทยมากยิ่งขึ้น
การหารือกับ APQA ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือที่ใกล้ชิด ระหว่างหน่วยงานอารักขาพืชแห่งชาติ (National Plant Protection Organization: NPPO) ของทั้งสองประเทศ อันจะนำไปสู่การเพิ่มโอกาสทางการค้า การสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรคุณภาพของไทย เสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยอาหารและสุขอนามัยพืช และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดสาธารณรัฐเกาหลีอย่างยั่งยืนในระยะยาว อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว