KEY
POINTS
สถานการณ์ตลาดข้าวโลกในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา อยู่ในภาวะผันผวนสูงจากหลายปัจจัย ทั้งสภาพอากาศแปรปรวน นโยบายจำกัดการส่งออกของบางประเทศ และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลกยังคงรุนแรง โดยประเทศผู้ส่งออกหลักอย่าง เช่น อินเดีย เวียดนาม ปากีสถาน ต่างเร่งเพิ่มผลผลิตและพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ส่งผลให้ข้าวไทยต้องเร่งหาตลาดเพิ่ม เพื่อเพิ่มปริมาณในการส่งออก โดยเฉพาะในตลาดเอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลาง ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคก็เริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัยอาหาร และข้าวเฉพาะกลุ่ม เช่น ข้าวหอม ข้าวนุ่ม และข้าวเพื่อสุขภาพ นั่นจึงทำให้ “ข้าวไทย” มีโอกาสเข้าไปทำตลาด เพื่อช่วยสนับสนุนภาคการส่งออกซึ่งเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักของประเทศให้ขยายตัวต่อเนื่อง
ที่ผ่านมา กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ได้มีการประเมินสถานการณ์การส่งออกข้าวไทยปี 2569 ว่า การส่งออกข้าวไทยจะยังทรงตัวถึงขยายตัวเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้ปริมาณการส่งออกอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก แต่ราคาข้าวเฉลี่ยมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง หากไทยสามารถรักษามาตรฐานคุณภาพและส่งมอบตรงเวลาได้
ทั้งนี้กรมการค้าต่างประเทศ และสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ได้มีการประเมินร่วมกันว่าการส่งออกข้าวไทยในปี 2569 จะมีปริมาณ 7 ล้านตัน ลดลงจากปี 2568 ที่มีส่งออกข้าวสูงกว่า 7.9 ล้านตัน โดยมีสาเหตุจากซัพพลายข้าวในตลาดโลกที่มีปริมาณมาก โดยเฉพาะข้าวจากอินเดีย ในขณะที่ความต้องการข้าวของประเทศผู้นำเข้าข้าว เช่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ลดลงมาก
สำหรับปัจจัยเสี่ยงและความท้าทายที่ต้องเผชิญในปีนี้ การแข่งขันด้านราคาจากประเทศคู่แข่ง ซึ่งประเทศคู่แข่งหลายรายมีต้นทุนการผลิตตํ่ากว่าไทย ทั้งจากขนาดพื้นที่เพาะปลูก เทคโนโลยี และอัตราค่าแรง ส่งผลให้ข้าวไทยเสียเปรียบในตลาดข้าวขาวทั่วไปที่เน้นราคาถูก
นอกจากนี้ยังมีความผันผวนของสภาพอากาศ ซึ่งไทยยังต้องเผชิญทั้งภัยแล้ง นํ้าท่วม และความแปรปรวนของฤดูกาลเพาะปลูก ยังคงเป็นความเสี่ยงหลักที่กระทบปริมาณและคุณภาพผลผลิต หากบริหารจัดการนํ้าได้ไม่ดี อาจกระทบต่อแผนส่งออกทั้งปี รวมถึงค่าเงินบาทและต้นทุนโลจิสติกส์ โดยค่าเงินบาทที่ผันผวน และต้นทุนขนส่งและพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง เป็นอีกปัจจัยที่กดดันความสามารถในการแข่งขันด้านราคา
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในปี 2569 ยังคงเป็นปีที่ท้าทายโดยสถานการณ์ตลาดข้าวคาดว่ายังคงมีภาวะที่ใกล้เคียงกับปี 2568 และมีการแข่งขันสูงด้านราคาและยังอาจได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลก เช่นเดียวกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ อาจทำให้ผู้นำเข้าข้าวบางประเทศนำเข้าข้าวเพื่อเก็บเป็นสต็อกสำรองเพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหารก็อาจเป็นโอกาสในการส่งออกข้าวได้เช่นกัน จึงคาดการณ์ว่าการส่งออกข้าวไทยในปี 2569 จะมีปริมาณ 7 ล้านตัน
อย่างไรก็ตามในปี 2569 กรมการค้าต่างประเทศ ได้เตรียมแผนผลักดันการส่งออกข้าวเพื่อช่วยให้มีคำสั่งซื้อรองรับผลผลิตข้าวไทย โดยจะผนึกกำลังกับภาคเอกชนมุ่งเน้นการรักษาตลาดเดิมและรุกตลาดที่มีศักยภาพ โดยจัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางไปกระชับความสัมพันธ์และสร้างความเชื่อมั่นกับผู้นำเข้าข้าวรายสำคัญของไทยอย่างต่อเนื่อง เช่น ญี่ปุ่น จีน สหรัฐอเมริกา แคนาดา และแอฟริกาใต้ เพื่อต่อยอดความร่วมมือด้านการค้าและเพิ่มโอกาสการส่งออก อีกทั้งจะเจรจาและผลักดันการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับรัฐบาลจีนและรัฐบาลสิงคโปร์อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายตลาดข้าวประณีตในประเทศที่มีศักยภาพ เช่น เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา รวมทั้งการเดินหน้าประชาสัมพันธ์ตอกยํ้าภาพลักษณ์ที่ดีและความโดดเด่นของข้าวไทยผ่านงานแสดงสินค้านานาชาติ พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการรายย่อยเข้าร่วมเจรจาซื้อขายข้าวกับผู้นำเข้าในงาน และมีแผนโปรโมตข้าวไทยผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นความต้องการบริโภคข้าวไทยในวงกว้าง รวมถึงในกลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วย
ทั้งนี้ ภาพรวมสถานการณ์ส่งออกข้าวไทยปี 2568 มีปริมาณอยู่ที่ 7.9 ล้านตัน เกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 7.5 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 148,204 ล้านบาท ประมาณ 4,515 ล้านดอลลาร์ โดยชนิดข้าวที่ไทยส่งออกมากที่สุด คือ 1. ข้าวขาว ที่ปริมาณ 3.62 ล้านตัน คิดเป็น 45.82% 2. ข้าวหอมมะลิไทย 1.76 ล้านตัน (เพิ่มขึ้น 0.57%) 3.ข้าวนึ่ง 1.51 ล้านตัน (เพิ่มขึ้น 18.90%) 4.ข้าวหอมไทย 0.59 ล้านตัน (ลดลง 6.35%) 5.ข้าวเหนียว 0.33 ล้านตัน (เพิ่มขึ้น 10%) 6.ข้าวกล้อง 0.09 ล้านตัน (เพิ่มขึ้น 200%)
สำหรับตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญ ได้แก่ อิรัก ปริมาณ 1.00 ล้านตัน (ใกล้เคียงกับปีก่อน โดยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.41%) รองลงมา ได้แก่ แอฟริกาใต้ 0.88 ล้านตัน (เพิ่มขึ้น 5.11%) สหรัฐอเมริกา 0.82 ล้านตัน (ลดลง 3.60%) จีน 0.65 ล้านตัน (เพิ่มขึ้น 48.95%) และเซเนกัล 0.29 ล้านตัน (ลดลง 41.10%)
ข้อมูลจากกรมการข้าว แจ้งข้อมูลสถานการณ์ข้าวไทยล่าสุดว่า ในปีการผลิต 2568/69 เกษตรกรได้แจ้งขึ้นทะเบียนการเพาะปลูกข้าวนาปี (รอบที่ 1) โดยข้อมูล ณ วันที่ 19 ม.ค. 2569 มีเกษตรกรขึ้นทะเบียน 4,626,923 ครัวเรือน ทำการเพาะปลูกแล้ว 58,450,965 ไร่ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือการมีปลูกมากที่สุด 36,511,167 ไร่ รองลงมาคือภาคเหนือ 14,114,948 ไร่ ภาคกลาง7,475,861 ไร่และภาคใต้ 348,989 ไร่
ส่วนในปีการผลิต 2568/69 เกษตรกรได้แจ้งขึ้นทะเบียนการเพาะปลูกข้าวนาปรัง (รอบที่ 2) ข้อมูล ณ วันที่ 19 ม.ค. 2569 มีเกษตรกรขึ้นทะเบียน 204,981 ครัวเรือน ทำการเพาะปลูกแล้ว 3,123,897 ไร่ โดยภาคเหนือมีการปลูกมากที่สุด 1,514,963 ไร่ รองลงมาคือภาคกลาง1,208,184 ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 400,477 ไร่และภาคใต้ 273 ไร่