ผู้ส่งออกข้าว ชี้ตั้งสต็อก 100 ตันไม่กระทบตลาด สกัดพ่อค้าฉวยโอกาส

19 ม.ค. 2569 | 07:53 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ม.ค. 2569 | 08:19 น.

สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ชี้เกณฑ์สำรองข้าว 100 ตัน เป็นมาตรฐานสากล ไม่เพิ่มต้นทุนรายกลาง–ใหญ่ รัฐยืดหยุ่นยกเว้นรายย่อย–สหกรณ์ ช่วยพยุงอุปสงค์ เสถียรราคาข้าวไทยระยะยาว

KEY

POINTS

  • เกณฑ์บังคับสต็อกข้าว 100 ตันเป็นมาตรฐานปกติที่ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกรายใหญ่และกลางซึ่งมีข้าวในโกดังมากกว่าเกณฑ์อยู่แล้ว
  • มาตรการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อป้องกันพ่อค้าที่ไม่มีสต็อกจริงเข้ามาฉวยโอกาสทางการตลาด แต่มีความยืดหยุ่นสำหรับผู้ส่งออกรายย่อยและกลุ่มเกษตรกร
  • ยืนยันว่าข้อกำหนดนี้จะไม่ทำให้ผู้ส่งออกกดราคารับซื้อข้าวจากชาวนา แต่จะช่วยรักษาเสถียรภาพของราคาในระยะยาว

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยถึงข้อกำหนดเรื่องการสำรองข้าว 100 ตัน ว่า ถือเป็นมาตรฐานปกติที่ไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการส่งออกข้าวในภาพรวม เนื่องจากผู้ส่งออกที่ประกอบธุรกิจเป็นปกติ ทั้งในผู้ประกอบการรายกลางและรายใหญ่ เพราะมีปริมาณข้าวสารที่จัดเก็บไว้ในโกดังสินค้ามากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการส่งมอบในแต่ละรอบสัญญาอยู่แล้ว

ทั้งนี้ ข้าวปริมาณ 100 ตัน เมื่อคำนวณเป็นมูลค่าทางการค้าเทียบกับยอดการส่งออกในปัจจุบัน ถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมาก

ดังนั้น ข้ออ้างที่ว่าเกณฑ์นี้จะกลายเป็นภาระต้นทุนหรือทำให้ขาดสภาพคล่อง จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอในเชิงเศรษฐศาสตร์ของการค้าข้าวระดับสากล และยังช่วยสกัดวงจรพ่อค้าฉวยโอกาสด้วย

นายชูเกียรติ ระบุว่า ภาครัฐได้มีการออกแบบกฎระเบียบให้มีความยืดหยุ่น โดยมีการยกเว้นหรือกำหนดหลักเกณฑ์เฉพาะสำหรับผู้ส่งออกรายย่อยที่มีปริมาณการส่งออกไม่สูงนัก รวมถึงกลุ่มสหกรณ์การเกษตรและวิสาหกิจชุมชน เพื่อไม่ให้เกณฑ์สต็อกกลายเป็นกำแพงทางการค้า การยกเว้นให้กลุ่มสหกรณ์และรายย่อยที่มีคำสั่งซื้อจำกัด เป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรสามารถรวบรวมผลผลิตส่งออกเองได้โดยไม่ต้องมีภาระในการแบกสต็อกจำนวนมากเกินความจำเป็น 

รวมถึงเป็นแนวทางที่สร้างความสมดุลระหว่างการควบคุมคุณภาพมาตรฐานและการสนับสนุนผู้ประกอบการฐานรากยันไม่ส่งผลกระทบต่อราคารับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร

ทั้งนี้ กรณีที่ว่าการไม่ได้บังคับให้ผู้ส่งออกต้องถือสต็อก 100 ตัน จะทำให้ผู้ส่งออกกดราคารับซื้อข้าวจากเกษตรกร ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เนื่องจากปัจจัยในการกำหนดราคาซื้อขายข้าวในประเทศขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานในตลาดโลก รวมถึงราคาอ้างอิงจากคู่แข่งอย่างอินเดียและเวียดนามเป็นหลัก

ขณะเดียวกันในทางกลับกัน การที่ผู้ส่งออกต้องรักษาสต็อกขั้นต่ำไว้ตลอดเวลา กลับจะเป็นตัวช่วยพยุงอุปสงค์ในตลาดให้มีความต่อเนื่อง เพราะผู้ส่งออกจำเป็นต้องมีการหมุนเวียนสินค้าและรักษาระดับสต็อกให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งส่งผลดีต่อเสถียรภาพของราคาข้าวในระยะยาวมากกว่าการปล่อยให้ตลาดขาดการควบคุม