KEY
POINTS
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยถึงข้อกำหนดเรื่องการสำรองข้าว 100 ตัน ว่า ถือเป็นมาตรฐานปกติที่ไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการส่งออกข้าวในภาพรวม เนื่องจากผู้ส่งออกที่ประกอบธุรกิจเป็นปกติ ทั้งในผู้ประกอบการรายกลางและรายใหญ่ เพราะมีปริมาณข้าวสารที่จัดเก็บไว้ในโกดังสินค้ามากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการส่งมอบในแต่ละรอบสัญญาอยู่แล้ว
ทั้งนี้ ข้าวปริมาณ 100 ตัน เมื่อคำนวณเป็นมูลค่าทางการค้าเทียบกับยอดการส่งออกในปัจจุบัน ถือว่าเป็นจำนวนที่น้อยมาก
ดังนั้น ข้ออ้างที่ว่าเกณฑ์นี้จะกลายเป็นภาระต้นทุนหรือทำให้ขาดสภาพคล่อง จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอในเชิงเศรษฐศาสตร์ของการค้าข้าวระดับสากล และยังช่วยสกัดวงจรพ่อค้าฉวยโอกาสด้วย
นายชูเกียรติ ระบุว่า ภาครัฐได้มีการออกแบบกฎระเบียบให้มีความยืดหยุ่น โดยมีการยกเว้นหรือกำหนดหลักเกณฑ์เฉพาะสำหรับผู้ส่งออกรายย่อยที่มีปริมาณการส่งออกไม่สูงนัก รวมถึงกลุ่มสหกรณ์การเกษตรและวิสาหกิจชุมชน เพื่อไม่ให้เกณฑ์สต็อกกลายเป็นกำแพงทางการค้า การยกเว้นให้กลุ่มสหกรณ์และรายย่อยที่มีคำสั่งซื้อจำกัด เป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรสามารถรวบรวมผลผลิตส่งออกเองได้โดยไม่ต้องมีภาระในการแบกสต็อกจำนวนมากเกินความจำเป็น
รวมถึงเป็นแนวทางที่สร้างความสมดุลระหว่างการควบคุมคุณภาพมาตรฐานและการสนับสนุนผู้ประกอบการฐานรากยันไม่ส่งผลกระทบต่อราคารับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร
ทั้งนี้ กรณีที่ว่าการไม่ได้บังคับให้ผู้ส่งออกต้องถือสต็อก 100 ตัน จะทำให้ผู้ส่งออกกดราคารับซื้อข้าวจากเกษตรกร ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เนื่องจากปัจจัยในการกำหนดราคาซื้อขายข้าวในประเทศขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทานในตลาดโลก รวมถึงราคาอ้างอิงจากคู่แข่งอย่างอินเดียและเวียดนามเป็นหลัก
ขณะเดียวกันในทางกลับกัน การที่ผู้ส่งออกต้องรักษาสต็อกขั้นต่ำไว้ตลอดเวลา กลับจะเป็นตัวช่วยพยุงอุปสงค์ในตลาดให้มีความต่อเนื่อง เพราะผู้ส่งออกจำเป็นต้องมีการหมุนเวียนสินค้าและรักษาระดับสต็อกให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งส่งผลดีต่อเสถียรภาพของราคาข้าวในระยะยาวมากกว่าการปล่อยให้ตลาดขาดการควบคุม