KEY
POINTS
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย เดือนธันวาคม 2568 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2567 ภาพรวมหดตัวจากราคาสินค้าในหมวดผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร จากราคาผลผลิตสำคัญในภาคการส่งออกที่หดตัวตามการแข่งขันที่สูงในตลาดโลก หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมืองและผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จากราคาปิโตรเลียม ที่มีทิศทางเคลื่อนไหวตามอุปทานส่วนเกินที่ยังคงสูง
สำหรับดัชนีราคาผู้ผลิต เดือนธันวาคม 2568 เท่ากับ 109.0 เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2567 ลดลง 1.8% เป็นผลจากการลดลงของราคาสินค้า
หมวดผลิตภัณฑ์เกษตรกรรมและการประมง ลดลง 10.4% จากสินค้าสำคัญ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ประกอบด้วย ข้าวเปลือก ผลปาล์มสด ยางพารา สุกรมีชีวิต โคมีชีวิต และกุ้งแวนนาไม สำหรับสินค้าที่ราคาปรับสูงขึ้น ประกอบด้วย ผักสด (มะนาว คะน้า ผักชี) ตามปริมาณผลผลิตในปีนี้ที่ลดลงจากผลกระทบของอุทกภัยในช่วงที่ผ่านมา
หมวดผลิตภัณฑ์จากเหมือง ลดลง 10.2% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียมดิบ และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งราคาเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับตลาดโลก สินแร่โลหะ (แร่เหล็ก และสังกะสี) จากอุปสงค์ที่ลดลงของภาคอุตสาหกรรม ขณะที่มีการเพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ได้จากการทำเหมือง (หินก่อสร้าง) จากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการ
หมวดผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ลดลง 0.3% จากการลดลงของราคาสินค้าสำคัญ ประกอบด้วย
ขณะที่มีการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้แก่ ทองคำ และเครื่องประดับ (เครื่องประดับเงิน เครื่องประดับพลอย) จากอุปสงค์ของตลาดโลกในการถือครองทรัพย์สินปลอดภัย
ทั้งนี้แนวโน้มดัชนีราคาผู้ผลิตปี 2569 มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจากปี 2568 และทรงตัวหรือขยายตัวในกรอบจำกัด โดยปัจจัยสำคัญยังคงเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง การแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดผู้ส่งออกสินค้าเกษตร ค่าเงินบาทที่คาดว่าจะแข็งค่าไปอีกระยะหนึ่ง ประกอบกับการไหลเข้าของสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่มีแนวโน้มเข้ามาเพิ่มขึ้นทดแทนการผลิตภายในประเทศ
โดยส่งผลให้ภาคการผลิตหดตัวจากความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง อย่างไรก็ตาม ช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นไป อาจมีการขยายตัวเล็กน้อยเป็นบางช่วงตามการบริโภคที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว
นายนันทพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนธันวาคม 2568 ในภาพรวมปรับตัวลดลงเกิดจากปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลงตามราคาตลาดโลก ค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่า ส่งผลต่อราคาสินค้าที่ผลิตเพื่อการส่งออก และเศรษฐกิจโลกในภาพรวมที่ชะลอตัว ส่งผลให้อุปทานส่วนเกินในตลาดโลกสูง