ไทยส่งออกสินค้า CBAM ไป EU โตแรง 54.7% รับกติกาโลกสีเขียว

05 ม.ค. 2569 | 02:28 น.
อัปเดตล่าสุด :05 ม.ค. 2569 | 02:38 น.

สนค.เผยสินค้า CBAM ไทยส่งออก EU โต 54.71% ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มต่อเนื่อง แนะเอกชนเร่งลงทุนคาร์บอนต่ำ วัด–รายงานก๊าซเรือนกระจก รับกติกาใหม่โลกสีเขียวปี 2569

KEY

POINTS

  • การส่งออกสินค้าภายใต้มาตรการ CBAM ของไทยไปสหภาพยุโรป (EU) ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 ขยายตัวสูงถึง 54.71%
  • การเติบโตดังกล่าวส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดสินค้า CBAM ของไทยใน EU เพิ่มขึ้นเป็น 0.42% สะท้อนการปรับตัวได้ดีก่อนมาตรการจะบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2569
  • สินค้าหลักที่ขับเคลื่อนการส่งออกในกลุ่มนี้คือเหล็กและเหล็กกล้า และอะลูมิเนียม ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยมีความพร้อมในการแข่งขัน
  • ภาครัฐแนะให้ผู้ประกอบการเร่งพัฒนาระบบวัดและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยว่า การส่งออกสินค้าภายใต้มาตรการ CBAM จากไทยไป EU ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมูลค่าการนำเข้าสินค้า CBAM ของ EU จากไทยขยายตัวร้อยละ 54.71 ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 

โดยเฉพาะส่วนแบ่งตลาดของไทยใน EU เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 0.42 พร้อมแนะแนวทางเอกชนเร่งพัฒนาระบบการวัด รายงาน และตรวจสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลงทุนด้านเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ใช้หลักการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวตลอดจนยกระดับสู่ซัพพลายเชนสีเขียว เพื่อเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันและสอดรับกับทิศทางการค้าโลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน

นายนันทพงษ์ ระบุว่า มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ของสหภาพยุโรป (EU) เป็นกลไกเชิงนโยบายที่ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้กรอบ European Green Deal โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อป้องกันปัญหาการรั่วไหลของคาร์บอน และสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันระหว่างสินค้าที่ผลิตภายใน EU ซึ่งอยู่ภายใต้ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ EU (EU ETS) กับสินค้านำเข้าจากประเทศนอก EU ครอบคลุมสินค้า 6 กลุ่มหลักที่มีกระบวนการปล่อยคาร์บอนสูง ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน และจะถูกนำมาบังคับใช้เต็มรูปแบบ (Definitive Phase) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ไทยสามารถปรับตัวรับมือกับมาตรการ CBAM ได้ดี โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค. – ต.ค.) EU นำเข้าสินค้า CBAM จากไทยเพิ่มขึ้นถึง 54.71% อีกทั้งส่วนแบ่งตลาดของไทยใน EU เพิ่มขึ้นเป็น 0.42% จาก 0.29% 

ในช่วงทั้งปี 2567 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว EU นำเข้าสินค้าภายใต้มาตรการ CBAM ทั้งสิ้นมูลค่า 107,283.16 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 4.03% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า คิดเป็นสัดส่วน 4.55% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าทั้งหมด โดยไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 33 ของ EU ด้วยมูลค่าการนำเข้าที่ 447.51 ล้านดอลลาร์ 

 

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า

 

ขณะที่การส่งออกสินค้าภายใต้มาตรการ CBAM ของไทยในตลาดโลกมีมูลค่า 7,151.44 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 2.54% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมด โดย EU เป็นตลาดส่งออกสินค้า CBAM อันดับ 7 ของไทย ด้วยมูลค่าการส่งออกที่ 363.93 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 5.09% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าภายใต้มาตรการ CBAM ทั้งหมดของไทย (สัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 4.05% ในช่วงทั้งปี 2567) และคิดเป็นสัดส่วน 0.13% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมดของไทย

ขณะที่การส่งออกอะลูมิเนียม มีมูลค่า 56.47 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 15.52% สำหรับสินค้าอีก 4 กลุ่ม คือ ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน มีมูลค่าการส่งออกไปยัง EU น้อยมากหรือแทบไม่มีการส่งออกเลย 

ทั้งนี้การขยายตัวของการส่งออกสินค้าภายใต้มาตรการ CBAM ของไทยในตลาด EU และสัดส่วนการส่งออกสินค้า CBAM ของไทยที่เพิ่มขึ้นในตลาดศักยภาพสูง ไม่เพียงใน EU แต่รวมถึงตลาดสหรัฐฯ และญี่ปุ่น สะท้อนถึงความพร้อมของไทยในการแข่งขันในตลาดโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

แม้ในปัจจุบันมูลค่าการส่งออกสินค้าภายใต้มาตรการ CBAM จากประเทศไทยไปสหภาพยุโรปจะยังมีสัดส่วนค่อนข้างต่ำที่ 0.13% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมดของไทย 

 

ไทยส่งออกสินค้า CBAM ไป EU โตแรง 54.7% รับกติกาโลกสีเขียว

 

อย่างไรก็ดี สหภาพยุโรปยังคงเป็นตลาดส่งออกสำคัญของสินค้าอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเหล็กและเหล็กกล้า และอะลูมิเนียม ซึ่งอยู่ภายใต้ขอบเขตการบังคับใช้ของ CBAM รวมถึงแนวโน้มที่ EU จะขยายขอบเขตการบังคับใช้มาตรการไปสู่ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำและภาคอุตสาหกรรมอื่น 

นอกจากนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศในระดับสูงและมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับห่วงโซ่อุปทานโลก ส่งผลให้ผลกระทบจาก CBAM อาจเกิดขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม และมีนัยสำคัญต่อภาคการผลิตและการส่งออกในระยะกลางและระยะยาว ในเชิงผลกระทบ มาตรการ CBAM อาจลดทอนความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทยในตลาดสหภาพยุโรป เนื่องจากต้นทุนคาร์บอนที่เพิ่มขึ้น 

โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ขณะเดียวกัน มาตรการดังกล่าวยังสร้างแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทาน โดยผู้นำเข้าในสหภาพยุโรปมีแนวโน้มคัดเลือกแหล่งนำเข้าที่สามารถจัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความเข้มข้นของคาร์บอนต่ำมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม อาจเผชิญความท้าทายในการปรับตัว

 

ไทยส่งออกสินค้า CBAM ไป EU โตแรง 54.7% รับกติกาโลกสีเขียว

 

ในอีกมิติหนึ่ง CBAM และแนวโน้มการใช้มาตรการในลักษณะเช่นเดียวกันของประเทศอื่น ๆ เช่น สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น ยังส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนและการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยทำหน้าที่เป็นแรงกระตุ้นให้ผู้ประกอบการต้องปรับปรุงกระบวนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และหันมาใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น

แม้การปรับตัวดังกล่าวจะก่อให้เกิดต้นทุนในระยะสั้น แต่ในระยะยาวอาจช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยและสอดรับกับทิศทางการค้าโลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน

นายนันทพงษ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา ภาครัฐไทยได้ดำเนินแนวทางการรับมือกับมาตรการ CBAM ในหลายด้าน อาทิ การติดตามพัฒนาการของกฎระเบียบอย่างใกล้ชิด การเผยแพร่ข้อมูลและสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ภาคเอกชน การเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการส่งเสริมการลดการปล่อยคาร์บอน ในภาคอุตสาหกรรม 

โดยเฉพาะการพิจารณาบังคับใช้พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีสาระสำคัญในการวางกรอบการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะทำหน้าที่เสมือนกลไกภายในประเทศที่เอื้อต่อการเตรียมความพร้อมของไทยในการปรับตัวต่อมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศที่เชื่อมโยงกับการค้า โดยช่วยลดความเสี่ยงจากผลกระทบเชิงลบ และเปิดโอกาสให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว

นายนันทพงษ์ ยังได้เสนอแนะให้ภาคเอกชนควรเร่งดำเนินการในระยะถัดไปเพื่อปรับตัวสู่แนวโน้มการค้าสีเขียวในอนาคต ดังนี้ 

  • พัฒนาระบบการวัด รายงาน และตรวจสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (MRV) ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ CBAM โดยครอบคลุมคาร์บอนฟุตพริ้นท์ตามมาตรฐานสากลใน Scope 1–3 มีความถูกต้อง ตรวจสอบย้อนกลับได้ และอาจร่วมมือกับหน่วยงานวิจัยหรือสถาบันการศึกษาเพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูล ซึ่งจะช่วยลดการใช้ค่าเริ่มต้นที่สูงและลดต้นทุนในระยะยาว 

 

 

  • วางแผนลงทุนในเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตคาร์บอนต่ำ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การใช้พลังงานหมุนเวียน และการปรับปรุงกระบวนการผลิต พร้อมจัดทำแผนคาร์บอนเชิงกลยุทธ์ที่ครอบคลุมทั้งองค์กรและซัพพลายเชน เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก 

 

 

  • ในด้านการบริหารต้นทุนคาร์บอน ควรนำแนวคิดการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวมาใช้ คัดเลือกคู่ค้าที่มีมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ตรวจสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของวัตถุดิบ และใช้ระบบดิจิทัลหรือ ERP เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความโปร่งใส โดยเฉพาะสำหรับ SMEs รวมถึงการยกระดับสู่ซัพพลายเชนสีเขียวผ่านการลดพลังงาน โลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ การจัดการของเสีย พลังงานแสงอาทิตย์ และยานพาหนะไฟฟ้า 

 

  • ควรพัฒนาระบบบัญชีคาร์บอนเพื่อวัดและติดตามการปล่อยอย่างเป็นระบบ และพิจารณาใช้กลไกคาร์บอนเครดิตที่น่าเชื่อถือ เช่น T-VER ของไทย เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยจริง สร้างโอกาสรายได้เสริม และเตรียมความพร้อมต่อการกำหนดราคาคาร์บอนหรือระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต

 

ไทยส่งออกสินค้า CBAM ไป EU โตแรง 54.7% รับกติกาโลกสีเขียว