thansettakij
วงการธุรกิจชี้ไทยต้องเร่งยกระดับ 'ธรรมาภิบาล' ดึงลงทุนต่างชาติ–ป้องกันทุจริต

วงการธุรกิจชี้ไทยต้องเร่งยกระดับ 'ธรรมาภิบาล' ดึงลงทุนต่างชาติ–ป้องกันทุจริต

01 ธ.ค. 2568 | 09:43 น.
อัปเดตล่าสุด :01 ธ.ค. 2568 | 09:54 น.

ผู้เชี่ยวชาญและองค์กรวิชาชีพบัญชีเตือนภาคธุรกิจไทยต้องเร่งยกระดับ “ธรรมาภิบาลองค์กร” หลังหลายประเทศในเอเชียเจอคดีทุจริตรุนแรง กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุนทั่วโลก ชี้โมเดลกำกับดูแล 3 ด่านต้องทำงานจริงจัง

KEY

POINTS

  • ภาคธุรกิจไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับธรรมาภิบาลองค์กร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ท่ามกลางกระแสการตรวจสอบการทุจริตที่เข้มข้นขึ้นในภูมิภาค
  • คณะกรรมการบริษัทถูกชี้ว่าเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการป้องกันการทุจริต โดยต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใสและวางระบบควบคุมภายในที่เข้มแข็ง
  • การป้องกันทุจริตต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของ "แนวป้องกัน 3 ด่าน" คือ ฝ่ายบริหาร คณะกรรมการบริษัท และผู้สอบบัญชีอิสระ เพื่อให้ระบบกำกับดูแลทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การมีธรรมาภิบาลที่แข็งแกร่งจะช่วยให้ไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นต้นแบบเศรษฐกิจโปร่งใสในเอเชีย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการลงทุนได้อย่างยั่งยืน

ท่ามกลางกระแสตรวจสอบกรณีทุจริตเชิงธุรกิจที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในหลายประเทศทั่วเอเชีย ภาคธุรกิจไทยกำลังถูกจับตาให้เร่งยกระดับ “ธรรมาภิบาลองค์กร” เพื่อป้องกันความเสียหายและรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งวันนี้กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการไหลเข้าของเงินลงทุนในยุคที่ตลาดทุนทั่วโลกให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความยั่งยืนมากขึ้น

รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย สุภัทรกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายวินิจ ศิลามงคล นายกสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ระบุสอดคล้องกันว่า ธุรกิจไทยต้อง “เข้มแข็งกว่าที่เคย” โดยเฉพาะด้านการกำกับดูแล การตรวจสอบภายใน และความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) เพื่อให้ไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านความโปร่งใสของภูมิภาค และสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนในระยะยาว

ดร.สมชายชี้ว่า เหตุการณ์ทุจริตในภูมิภาคช่วงที่ผ่านมา สะท้อนคำถามสำคัญว่า “เราจะป้องกันการทุจริตที่ปกปิดอย่างเป็นระบบได้อย่างไร” โดยยืนยันว่าไทยต้องสร้างความแข็งแกร่งให้ “แนวป้องกัน 3 ด่าน (Three Lines of Defense)” ขององค์กรให้ทำงานจริงจัง

  • ด่านแรก ฝ่ายบริหาร ดูแลการดำเนินงานตรง
  • ด่านที่สอง คณะกรรมการบริษัท กำกับและควบคุมความเสี่ยง
  • ด่านที่สาม ผู้สอบบัญชีอิสระ ทำหน้าที่ให้ความเชื่อมั่น ไม่ใช่ตรวจจับทุจริตโดยตรง

เขาระบุว่า การทุจริตที่เกิดจากการสมรู้ร่วมคิดของผู้บริหารระดับสูงเป็นสิ่งที่ผู้สอบบัญชีทั่วไปตรวจพบได้ยาก เนื่องจากข้อจำกัดของมาตรฐานสอบบัญชีซึ่งมุ่งตรวจหาความผิดพลาดที่มีสาระสำคัญ มากกว่าการสืบสวนเจาะลึกเชิงนิติวิทยา ซึ่งมีต้นทุนสูงและใช้งานไม่เหมาะกับธุรกิจทั่วไป

นายวินิจกล่าวเสริมว่า คณะกรรมการบริษัทคือกลไกสำคัญที่สุดที่จะหยุดการทุจริตก่อนเกิดขึ้นจริง โดยต้องกำหนด “แนวปฏิบัติที่เป็นแบบอย่างจากผู้บริหารระดับสูง” และวางระบบควบคุมภายในอย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องจริยธรรม การบริหารความเสี่ยง ช่องทางร้องเรียน (whistleblower) และการติดตามประเมินความเสี่ยงด้านการทุจริตเป็นประจำ

“นี่ไม่ใช่เพียงแนวทางปฏิบัติที่ดี แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างคุณค่าและดึงดูดการลงทุน หากบริษัทต้องการแข่งขันในระดับภูมิภาค ต้องเริ่มจากธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง” 

วงการธุรกิจชี้ไทยต้องเร่งยกระดับ 'ธรรมาภิบาล' ดึงลงทุนต่างชาติ–ป้องกันทุจริต

ผู้บริหารวิชาชีพบัญชียังระบุว่า แม้เครื่องมือสมัยใหม่ เช่น Data Analytics และ AI จะช่วยตรวจจับความผิดปกติได้ แต่ไม่สามารถแทนที่ความร่วมมือของบอร์ดและวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในความรับผิดชอบ

“ผู้สอบบัญชีต้องพึ่งพาข้อมูลจากฝ่ายบริหาร แม้ไม่ใช่ทั้งหมด ดังนั้นหากการทุจริตเกิดขึ้นจากผู้บริหารระดับสูง การตรวจสอบปกติย่อมไม่สามารถตรวจพบได้ทั้งหมด” เขากล่าว พร้อมระบุว่าผู้สอบบัญชีมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็น “ด่านสุดท้าย” ทั้งที่บทบาทหลักคือการให้ความเชื่อมั่นอย่างอิสระตามมาตรฐานสากล

แม้ไทยจะมีความโปร่งใสที่ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค แต่นายวินิจมองว่าไทยยังสามารถก้าวไปอีกขั้น หากหน่วยงานกำกับดูแล นักลงทุน และคณะกรรมการบริษัทร่วมมือกันจริงจัง เพื่อสร้างระบบกำกับดูแลที่แข็งแกร่งและไว้ใจได้

“หากเรายกระดับวัฒนธรรมองค์กรที่รับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม ประเทศไทยจะสามารถเป็นต้นแบบเศรษฐกิจโปร่งใสของเอเชีย และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านการลงทุนได้อย่างชัดเจน” นายวินิจ กล่าวสรุป