
ดร.นิพนธ์ จี้ปฏิรูปเกษตรก่อนสาย ข้าวไทยแพ้เวียดนาม จ่อหลุดครัวโลก
ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการทีดีอาร์ไอ เปิดเผยไทยช่องว่างรายได้ห่างมาเลเซียเกือบ 5 เท่า 30% แรงงานสร้าง GDP แค่ 8%! ข้าวแพ้เวียดนาม ผลผลิตทุกพืชต่ำสุดอาเซียน จี้ปฏิรูปใหญ่ ย้ายคนออกจากไร่-สร้างงานมูลค่าสูง
KEY
POINTS
- ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร จากทีดีอาร์ไอเตือนว่าสถานะ "ครัวโลก" ของไทยกำลังสุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะข้าวที่สูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้เวียดนามจากปัญหาผลิตภาพต่ำ
- สาเหตุหลักเกิดจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่หยุดชะงัก การลงทุนด้านวิจัยและเทคโนโลยีที่ลดลงอย่างมาก และนโยบายประชานิยมแบบ "แจกเงิน" ที่ทำให้เกษตรกรไม่ปรับตัว
- เสนอให้มีการปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยย้ายแรงงานออกจากภาคเกษตรต้นน้ำไปสู่กิจกรรมในห่วงโซ่คุณค่าอาหารที่มีมูลค่าสูงขึ้น เช่น การแปรรูปอาหาร การค้าปลีก และการท่องเที่ยว
- เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนิน 7 มาตรการเร่งด่วน รวมถึงการปฏิรูประบบอุดหนุนเกษตรจากการแจกเงินเป็นการลงทุนเพื่อเติบโต เพิ่มงบวิจัย และแก้ไขกฎหมายที่ดินเพื่อการเกษตร
ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้ออกมาเตือนภัยถึงสถานะของประเทศไทยในการเป็น "ครัวโลก" ว่ากำลังอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และอาจต้องเผชิญกับอนาคตที่ต้องนำเข้าสินค้าเกษตร หากรัฐบาลไม่เร่ง "ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่" ทันที
ดร.นิพนธ์กล่าวในงานสัมมนา Thailand Economic Outlook จัดโดยกรุงเทพธุรกิจ ว่า ทางออกเร่งด่วนที่สุดของประเทศคือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่เคยทำสำเร็จมาแล้วในอดีต แต่ได้ หยุดชะงักตั้งแต่กลางทศวรรษ 2000 ทำให้ภาคเกษตรไทยอ่อนแอลงอย่างชัดเจน โดยเสียส่วนแบ่งตลาดข้าวให้เวียดนาม และมีผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก
ปัญหาผลิตภาพต่ำ-ประชานิยมผิดทาง
นักวิชาการทีดีอาร์ไอระบุว่า ปัญหาหลักคือการปรับโครงสร้างที่แท้จริงไม่เกิดขึ้น โดยปัจจุบัน แรงงานเกือบ 30% ยังอยู่ในภาคเกษตร แต่สร้าง GDP เพียง 8% ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีผลิตภาพต่ำ นอกจากนี้ การเติบโตของภาคเกษตรไม่ได้มีเทคโนโลยีเป็นแกนนำอีกต่อไป เพราะ การลงทุนวิจัยลดลงอย่างมาก ยกตัวอย่าง กรมการข้าวลงทุนวิจัยเพียง 180 ล้านบาท เทียบกับ GDP ภาคข้าวหลักแสนล้าน
ปัญหาเหล่านี้ถูกซ้ำเติมด้วย นโยบายประชานิยม "แจกเงิน" จำนวนมหาศาล ที่ทำให้เกษตรกรไม่จำเป็นต้องปรับตัว ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างเกษตรกรกับนอกภาคเกษตรที่สูงกว่ามาเลเซียเกือบ 5 เท่าตัว
ข้อเสนอ 7 มาตรการหลัก: ดึงคนออก-ปฏิรูประบบอุดหนุน
ดร.นิพนธ์เน้นย้ำว่าหัวใจของการรีเซตโครงสร้างคือการ ย้ายแรงงานออกจากเกษตรต้นน้ำ ไปสู่กิจกรรมใน ห่วงโซ่คุณค่าอาหาร-เกษตรมูลค่าสูง (agri-food value chain) เช่น การแปรรูปอาหาร, การค้าปลีก, ขนส่ง, ภัตตาคาร และการท่องเที่ยว โดยเสนอให้รัฐบาลดำเนินการ 7 มาตรการหลัก
1.เร่งลงทุนวิจัยและเทคโนโลยี: รัฐต้องตั้งเป้าลงทุนงานวิจัยพื้นฐานในภาคเกษตรให้ถึง 2% ของ GDP ภาคเกษตร และปฏิรูปการจัดสรรทุนวิจัยให้เน้นโจทย์สำคัญของประเทศ
2.กระจายอำนาจสู่ชนบท: ตั้งคณะทำงานเร่งด่วนเพื่อวางรากฐานการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจและ สร้างงานใหม่ๆ ในต่างจังหวัด
3.ปฏิรูประบบอุดหนุนเกษตร: เปลี่ยนจากการ "แจกเงิน" เป็นการอุดหนุนที่มีวัตถุประสงค์และมีการประเมินผล เพื่อ "ลงทุนเพื่อเติบโต"
4.เปลี่ยนระบบส่งเสริมเกษตร: ให้กลุ่มเกษตรกรและเอกชนร่วมเสนอโครงการ แทนที่รัฐจะเป็นผู้คิดและทำเอง
5.จัดการทรัพยากรน้ำ: ขยายผลการจัดการน้ำชุมชนที่ประสบความสำเร็จ
6.สร้างแรงจูงใจเอกชน: ใช้มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นให้เอกชนลงทุนวิจัยที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อสังคม
7.แก้ไขกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับ:
- กฎหมายการเช่าที่ดินเกษตร: แก้ไขให้สมดุลเพื่อส่งเสริมให้เกิดการเช่าและเป็นเส้นทางสู่ความร่ำรวย
- กฎหมายบังคับคดี: แก้ปัญหาการบังคับคดีที่ดินที่ล่าช้า และลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อที่ดินที่ปัจจุบันสูงเกินไป (7-8%)
ดร.นิพนธ์ทิ้งท้ายว่า หากประเทศไทยไม่ปรับตัวอย่างเร่งด่วน สถานะการเป็นผู้ส่งออกอาหารคุณภาพสูงอาจกลายเป็นเพียง ผู้ส่งออกสินค้าราคาถูก หรือร้ายแรงที่สุดคือต้อง นำเข้าสินค้าเกษตร ในอนาคต






