
คมนาคมกาง 12 โครงการ ลงทุนรถไฟทางคู่-ไฮสปีด ปักหมุดรับครม.สัญจร-พืชสวนโลกอุดรธานี
กระทรวงคมนาคม กางแผนผลักดัน 12 โครงการใหญ่พัฒนาภาคอีสาน วงเงินกว่า 7.1 แสนล้านบาท พร้อมรับ ครม.สัญจร อุดรธานี หนุนงานมหกรรมพืชสวนโลก เร่งสร้างรถไฟทางคู่-ไฮสปีด ฟากทล-ทช.ดันถนนสายใหม่ แก้รถติด เชื่อมต่อโครงข่ายการเดินทางในภูมิภาค
KEY
POINTS
- กระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอ 12 โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในภาคอีสาน วงเงินกว่า 7.1 แสนล้านบาท เพื่อรองรับการประชุม ครม.สัญจร และงานพืชสวนโลกที่อุดรธานี
- โครงการหลักมุ่งเน้นการพัฒนาระบบราง ทั้งรถไฟทางคู่สายใหม่ (บ้านไผ่-นครพนม, ขอนแก่น-หนองคาย) และรถไฟความเร็วสูง (กรุงเทพฯ-หนองคาย)
- เร่งรัดการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเฟส 1 (กรุงเทพฯ-โคราช) และเตรียมเปิดประมูลเฟส 2 (โคราช-หนองคาย) ขณะที่รถไฟทางคู่สายขอนแก่น-หนองคาย ชะลอการก่อสร้างบางส่วนเพื่อจัดงานพืชสวนโลก
ภาคอีสานกำลังถูกยกระดับเป็น “ประตูเศรษฐกิจ” สำคัญของไทยสู่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ด้วยแผนลงทุนด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ที่ทยอยลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกระทรวงคมนาคมเตรียมแผนเดินหน้าเมกะโปรเจ็กต์ล็อตใหญ่ 12 โครงการ วงเงินรวมกว่า 717,742 ล้านบาท เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางและการขนส่งสินค้าทั้งในประเทศและข้ามพรมแดน
จังหวะดังกล่าวสอดรับกับกำหนดการที่นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” จะนำคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่ประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดอุดรธานี ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 ซึ่งการเดินทางไปครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการรับฟังข้อเสนอและเร่งรัดขับเคลื่อนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ภาคอีสานรอคอย ทั้งรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ และการพัฒนาโครงข่ายด้านถนนอีกหลายจังหวัด
เปิดศูนย์ขนส่งสินค้าถนนสายใหม่
แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ปัจจุบันกระทรวงฯ มีแผนผลักดันโครงการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอีสาน จำนวน 12 โครงการ วงเงินรวม 717,742 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.โครงการศูนย์การขนส่งสินค้าชายแดน จ.นครพนม วงเงิน 1,361 ล้านบาท ที่ผ่านมาเมื่อปี 2566 กรมการขนส่งทางบกได้ลงนามสัญญาร่วมลงทุนกับบริษัท เอสเอซีแอล จำกัด (ผู้ร่วมลงทุน) โดยผู้ร่วมลงทุนได้ดำเนินการก่อสร้างและลงทุนในเครื่องมือและระบบแล้วเสร็จ
ก่อนหน้านี้กรมฯได้ประเมินและปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ตามกระบวนการในสัญญาร่วมลงทุนเพื่อให้สามารถเปิดดำเนินกิจการทางพาณิชย์ได้ภายในพฤศจิกายนนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 พ.ย.นี้
2.โครงการก่อสร้างทางเลี่ยงเมืองเรณูนคร จังหวัดนครพนม วงเงินรวม 800 ล้านบาท ของกรมทางหลวง โดยแบ่งการก่อสร้างเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 ระยะทาง 5.26 กม.และระยะที่ 2 ระยะทาง 8.83 กม. ซึ่งมีขนาดการก่อสร้าง 4 ช่องจราจร
3.โครงการก่อสร้างทางเลี่ยงเมืองธาตุพนม จังหวัดนครพนม ของกรมทางหลวง ระยะทาง 8.61 กม. วงเงิน 930 ล้านบาท โดยเป็นก่อสร้างทางหลวงเป็น 4 ช่องจราจร โดยทั้ง 2 โครงการนี้ปัจจุบันอยู่ระหว่างเสนอขอออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดิน
4.โครงการก่อสร้างถนนของกรมทางหลวงชนบท ถนนเลียบแม่น้ำโขง สายถนนศรีโคตรบูรณ์ ตอนถนนสวรรค์ชายโขง-ธาตุพนม อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ระยะทางรวม 51.1 กิโลเมตร งบประมาณก่อสร้าง 766 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการปี 2570-2572 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการรับมอบพื้นที่จากองค์กรปกครองท้องถิ่น
ปรับแบบลงทุนรถไฟแทรมโคราช
ขณะที่ โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดนครราชสีมา หรือรถไฟแทรม สายสีส้ม ช่วงรพ.เทพรัตน์- สถานีร่วมจอหอ ระยะทางรวม 24.60 กิโลเมตร วงเงิน 11,650 ล้านบาท ล่าสุด นายกาจผจญ อุดมธรรมภักดี ผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในเขตภูมิภาค โดยรฟม. ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ดำเนินโครงการ ปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาทบทวนแบบก่อสร้างโครงการ ซึ่งด้วยข้อจำกัดแนวเส้นทางที่มีระยะทางค่อนข้างมาก งบประมาณที่ต้องลงทุนจึงสูง ทำให้โครงการนี้ถูกจัดอยู่ในแผนดำเนินการระยะถัดไป
นายกาจผจญ กล่าวต่อว่า ขณะนี้พบว่าข้อมูลผลการศึกษาเดิมและสภาพเศรษฐกิจสังคมมีการเปลี่ยนแปลงไปไม่สอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ทำให้ รฟม.ต้องทบทวนรูปแบบการลงทุนให้เหมาะสมและรอบคอบกับฐานะการเงินของประเทศ ควบคู่ไปกับการหารือร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการนำรถบัสไฟฟ้า (EV Bus) มาทดลองวิ่งในเส้นทางและจุดจอดสถานีที่กำหนดไว้ในแผนแม่บท เพื่อทดสอบพฤติกรรมและความคุ้นเคยในการใช้บริการของประชาชนจริงก่อน
ศึกษารถไฟสายใหม่
ด้านแหล่งข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า ปัจจุบันรฟท. กำลังเร่งผลักดันโครงการรถไฟทางคู่และโครงการอื่น ๆ รวม 7 โครงการ โดยเป็นโครงการรถไฟสายใหม่ในภาคอีสานที่อยู่ระหว่างเตรียมศึกษาความเหมาะสมจำนวน 2 โครงการ หลังที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท.มีมติอนุมัติงานจ้างออกแบบโดยวิธีคัดเลือก งานจ้างออกแบบรายละเอียด และจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทั้ง 2 โครงการ ประกอบด้วย 1. โครงการก่อสร้างทางรถไฟสายใหม่ ช่วงนครสวรรค์-บ้านไผ่ เป็นการก่อสร้างรถไฟทางเดี่ยว ตามผลการศึกษาเดิม ระยะทาง 304 กม. วงเงินลงทุน 41,849 ล้านบาท โดยการก่อสร้างมีอุโมงค์ 2 แห่ง และปรับปรุงทางรถไฟเดิมจากชุมทางกุดน้ำใส-สถานีรถไฟจตุรัส-ชุมทางบัวใหญ่ ระยะทาง 66.20 กม.
ที่ผ่านมาการรถไฟฯ ได้รับงบประมาณปี 2569 จำนวน 210 ล้านบาท สำหรับการจ้างออกแบบรายละเอียดและจัดทำรายงาน EIA โครงการก่อสร้างทางรถไฟสายใหม่ ช่วงนครสวรรค์-บ้านไผ่ โดยราคากลางอยู่ที่ 209 ล้านบาท และสำนักงบประมาณให้ความเห็นชอบราคาค่าจ้างที่ 200 ล้านบาท
2.โครงการก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ ช่วงจัตุรัส- ชัยภูมิ-หนองบัวลำภู ระยะทางรวม 230 กม. โดยรฟท.ได้รับจัดสรรงบประมาณปี 2569 วงเงิน 200 ล้านบาท โดยสำนักงบประมาณได้เห็นชอบกรอบราคาค่าจ้างผู้ให้บริการที่วงเงิน 192 ล้านบาท
แหล่งข่าวจากรฟท. ระบุอีกว่า ขณะนี้ได้ดำเนินการคัดเลือกกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอผลการพิจารณาอุทธรณ์จากบริษัทที่ปรึกษาที่ยื่นอุทธรณ์ เนื่องจากมีความสงสัยในขั้นตอนการประเมินและการตรวจสอบของคณะกรรมการ ซึ่งหากผลการพิจารณาอุทธรณ์สิ้นสุดและไม่มีข้อติดขัด คาดว่าจะสามารถลงนามในสัญญาจ้างที่ปรึกษาได้ภายในปีนี้
สำหรับการดำเนินงานทั้ง 2 โครงการ เป็นโครงการศึกษาและออกแบบรายละเอียด (Detail Design) จะใช้เวลาในการออกแบบประมาณ 1 ปีกว่า โดยตั้งเป้าว่าการออกแบบรายละเอียดจะแล้วเสร็จภายในปี 2571 หลังจากนั้น รฟท. จะนำผลการออกแบบเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. และกระทรวงคมนาคมเพื่อผลักดันโครงการตามขั้นตอนนโยบายภายในปี 2572 ต่อไป
เร่งสร้างรถไฟทางคู่
ด้านโครงการรถไฟทางคู่สายอีสานที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ประกอบด้วย โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่สายใหม่ สายบ้านไผ่-นครพนม ระยะทาง 355 กม.วงเงินกว่า 6.6 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างทั้ง 2 สัญญา ส่วนการเวนคืนที่ดินได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 90% โดยพื้นที่ที่เหลือส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ของภาครัฐ คาดว่าจะสามารถดำเนินการส่งมอบพื้นที่ได้ครบถ้วน 100% ไม่เกินช่วงกลางปี 2570 โดยตั้งเป้าหมายเปิดให้บริการได้ภายในปี 2572
ขณะที่ความคืบหน้าโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงขอนแก่น-หนองคาย ระยะทาง 167 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 29,748 ล้านบาท ปัจจุบันภาพรวมงานก่อสร้างคืบหน้ากว่า 12% ซึ่งการก่อสร้างโครงการฯพบปัญหาความล่าช้าหลายปัจจัยตั้งแต่เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาแล้ว เช่น การส่งมอบพื้นที่ที่ต้องเวนคืนเพื่อปรับทางโค้งรถไฟ รวมถึงคำสั่งจากทางจังหวัดอุดรธานีให้ชะลอและหยุดงานก่อสร้างทางยกระดับชั่วคราวบริเวณพื้นที่เพื่อจัดงานพืชสวนโลก จนกว่าการจัดงานพืชสวนโลกจะแล้วเสร็จ
“การหยุดงานก่อสร้างทางยกระดับถือว่าเป็นจุดวิกฤตที่อาจส่งผลกระทบต่อแผนการเปิดให้บริการเดิมที่วางไว้ในปี 2571 และอาจต้องเลื่อนไปเป็นปี 2572 อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังไม่มีการอนุมัติขยายระยะเวลาสัญญาอย่างเป็นทางการ โครงการจึงยังยึดตามเป้าหมายเดิมจนกว่าจะมีการพิจารณาอนุมัติขยายสัญญาออกมารวมถึงการเวนคืนพื้นที่จากภาครัฐที่คาดว่าจะแล้วเสร็จช่วงกลางปี 2570” แหล่งข่าวจากรฟท. กล่าว
เร่งไฮสปีดเทรนเฟสแรก
ส่วนความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 253 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 1.79 แสนล้านบาท แบ่งการก่อสร้าง 14 สัญญา ขณะนี้ภาพรวมการก่อสร้างงานโยธาคืบหน้าประมาณ 57% โดยก่อสร้างแล้วเสร็จ จำนวน 2 สัญญา และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 10 สัญญา ทั้งนี้อีก 2 สัญญา ที่ยังไม่ได้ก่อสร้าง ได้แก่ สัญญา 4-1 ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง ระยะทาง 15.21 กิโลเมตร (กม.) และสัญญา 4-5 ช่วงบ้านโพ-พระแก้ว ระยะทาง 13.3 กิโลเมตร (กม.) อยู่ระหว่างการเร่งรัดขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้สามารถลงนามสัญญาและเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้โดยเร็วตามแผนคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในปี 2574
เปิดประมูลไฮสปีด เฟส 2
นอกจากนี้ยังมีโครงการที่เตรียมเปิดประมูล จำนวน 1 โครงการ คือ โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน (ไฮสปีด) ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา–หนองคาย ระยะทาง 357.12 กิโลเมตร (กม.) วงเงินลงทุน 341,351 ล้านบาท ขณะนี้รฟท.อยู่ระหว่างจัดทำร่างขอบเขตของงาน (TOR) และราคากลางสำหรับงานก่อสร้าง และงานควบคุมงาน ควบคู่ไปกับการดำเนินการด้านการเวนคืนที่ดิน ตามแผนประกาศประกวดราคางานโยธาจำนวน 8 สัญญาภายในเดือนธันวาคม 2569 โดยตั้งเป้าหมายเริ่มก่อสร้างในปี 2570 และก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2574
นอกจากนี้ยังมีโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ช่วงชุมทางถนนจิระ- อุบลราชธานี ระยะทางประมาณ 308 กิโลเมตร (กม.) วงเงินลงทุน 44,095 ล้านบาท แต่ปัจจุบันโครงการนี้ยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เนื่องจากกระทรวงคมนาคมและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มีความเห็นว่า ผลการศึกษาและข้อมูลเดิมไม่มีการอัพเดตสอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
ทั้งนี้ได้มอบหมายให้ รฟท. นำโครงการดังกล่าวกลับไปทบทวนรายละเอียด ผลการศึกษา พร้อมทั้งอัพเดตราคาค่าก่อสร้างและราคาค่าเวนคืนใหม่ทั้งหมด
ขณะนี้ รฟท. อยู่ระหว่างการปรับปรุงอัพเดตราคาดังกล่าว โดยคาดว่าจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท.ภายในต้นปี 2570 ก่อนเสนอกระทรวงคมนาคมและคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการต่อไป






