thansettakij
thansettakij
บอร์ดรถไฟให้รฟท.ทบทวนการขยายกรอบวงเงินกู้เบิกเกินบัญชี-เคาะเงินอุดหนุน PSO รับค่าโดยสารรถไฟ

บอร์ด รฟท. ตีกลับเพิ่มเงินกู้เกินบัญชี เคาะเงินชดเชย PSO 4.4 พันล้าน

บอร์ด รฟท. สั่งการรถไฟฯ กลับไปทำตารางกระแสเงินสดตามจริง หลังเสนอขอเพิ่มวงเงินกู้ OD เป็น 3,000 ล้านบาทในปีงบ 2570 หวังดัดหลังพฤติกรรมชะลอจ่ายหนี้ ด้านบริการเชิงสังคมฉลุย เคาะเห็นชอบงบ PSO ปี 2568 วงเงินกว่า 4.4 พันล้านบาท ชดเชยอุ้มค่าโดยสารให้ประชาชน

KEY

POINTS

  • บอร์ด รฟท. สั่งให้ทบทวนข้อเสนอขอขยายวงเงินกู้เบิกเกินบัญชี (OD) โดยให้กลับไปจัดทำข้อมูลกระแสเงินสดตามรายรับ-รายจ่ายจริงเพื่อพิจารณาความจำเป็นใหม่
  • รฟท. ชี้แจงเหตุผลการขอเพิ่มวงเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่อง รองรับการลงทุนขนาดใหญ่ และความเสี่ยงจากรายรับที่อาจล่าช้ากว่าแผน
  • ที่ประชุมมีมติเห็นชอบข้อเสนอขอรับเงินชดเชยการให้บริการเชิงสังคม (PSO) ประจำปีงบประมาณ 2568 วงเงิน 4,484.36 ล้านบาท

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่า รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท.สั่งให้รฟท.กลับไปทบทวนการขยายกรอบวงเงินกู้เบิกเกินบัญชี (OD) ของรฟท. ประจำปีงบประมาณ 2570 จากวงเงินเดิม จำนวน 1,500 ล้านบาท ซึ่งจะครบกำหนดอายุสัญญาวันที่ 30 มีนาคม 2570 โดยขยายเป็น 3,000 ล้านบาท ระยะเวลา 2 ปี (31 มีนาคม 2570 – 30 มีนาคม 2572) เพื่อเสริมสภาพคล่อง รองรับภารกิจลงทุนขนาดใหญ่ การบริหารกระแสเงินสด และการปรับโครงสร้างหนี้

ทั้งนี้สาเหตุที่ให้รฟท.กลับไปทบทวน เนื่องจากรฟท. ต้องใช้ตัวเลขจริงที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือนเพื่อจะได้เห็นรายรับรายจ่ายจริงที่เกิดขึ้น โดยขอให้แสดงกระแสเงินสด (Cash Flow) ของกิจการโดยเฉพาะในช่วงที่เกิดปัญหาจริงในแต่ละปี ซึ่งอาจพิจารณาในส่วนของรายการเจ้าหนี้การค้าหรือค่าใช้จ่ายค้างจ่ายในช่วงวิกฤตหรือฉุกเฉิน ซึ่งแต่เดิมการรถไฟฯ อาจใช้วิธีการในการชะลอการจ่ายไว้ก่อน ทั้งนี้ เพื่อจะได้นำมาพิจารณาถึงวงเงินที่จะขออนุมัติกู้เงินเบิกเกินบัญชี
 

ขณะเดียวกันให้จัดทำ Cash Flow ในแต่ละเดือนตามความเป็นจริง โดยแสดงถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งรายรับและรายจ่าย เช่น เงินอุดหนุนของรัฐบาลที่มาช้าหรือต่ำกว่าคาดการณ์ การได้รับเงินกู้ล่าช้ากว่าแผน รายจ่ายฉุกเฉิน หรือราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น

สั่งทบทวนรายรับ-รายจ่ายใหม่ 

นายอนันต์ กล่าวต่อว่า รฟท.ต้องกลับไปทบทวนตามความเห็นบอร์ดรฟท.ก่อน นำกลับมาเสนออีกครั้ง หากเห็นชอบแล้วตามแผนรฟท.จะจัดทำรายงานเสนอกระทรวงคมนาคมพิจารณา ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติ  จากนั้นจะให้กระทรวงการคลัง พิจารณาจัดหาแหล่งเงินกู้ วิธีการกู้ เงื่อนไข และรายละเอียดที่เหมาะสม รวมถึงการค้ำประกันเงินกู้ และยกเว้นค่าธรรมเนียมการค้ำประกันเงินกู้แก่ รฟท. ต่อไป

ทั้งนี้ในปัจจุบัน รฟท. มีรายได้จากการเดินรถ (โดยสาร สินค้า) บริหารทรัพย์สิน (เช่าพื้นที่ โฆษณา อื่น ๆ) เงินกู้เพื่อใช้ในการดำเนินงาน วงเงิน 18,000 ล้านบาทต่อปี และเงินอุดหนุน/บริการสาธารณะ รวมถึงชดเชยจากภาครัฐ เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน อาทิ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าผู้รับจ้าง ค่าซ่อมบำรุง เงินเดือน/สวัสดิการ ภาระผูกพันตามสัญญา (ค่างวดสัญญา/ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ) ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายที่สูงกว่ารายได้ 
 

ขณะเดียวกันในปีงบประมาณ 2569 การใช้เงินกู้ OD สูงสุดถึง 215.630 ต่อวัน หรือคิดเป็นร้อยละ 82.37 ของวงเงิน (ข้อมูลเดือน พ.ย. 2568) เนื่องจากเงินกู้สภาพคล่องไม่สามารถจัดหาเงินกู้ ภายในเดือนตุลำคม ดังนั้นสะท้อนให้เป็นถึงความจำเป็นในการใช้เงินกู้ OD เพื่อให้กำรดำเนินกิจการไม่หยุดชะงัก

เปิดสาเหตุขยายเงินกู้เพิ่ม
ส่วนเหตุผลของรฟท.ในการขอเพิ่มวงเงินกู้นั้น เนื่องจากรฟท.มีความจำเป็นต้องมีวงเงินกู้สำรองในกรณีจำเป็นเร่งด่วนในช่วงใดช่วงหนึ่ง โดยเฉพาะความเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุม เช่น เงินอุดหนุนจากรัฐบาลล่าช้าและต่ำกว่าคาดการณ์ การรถไฟฯ คาดว่าจะได้รับเงินอุดหนุนในเดือนตุลาคม 2569

นอกจากนี้รวมถึงการได้รับเงินกู้สภาพคล่องล่าช้ากว่าแผน โดยรฟท. คาดว่าจะได้รับเงินในเดือนตุลาคม แต่กลับได้รับเงินกู้สภาพคล่องในปี 2568-2569 ในเดือนพฤศจิกายนนี้ และความเสี่ยงจากเหตุฉุกเฉินของโครงสร้างพื้นฐาน เพราะการรถไฟฯ เป็นผู้บริหารโครงข่ายทางรางทั่วประเทศ หากเกิดเหตุ  อาทิ น้ำท่วม ดินสไลด์ สะพานชำรุด อุบัติเหตุร้ายแรง ระบบอาณัติสัญญาณขัดข้อง

อย่างไรก็ดียังมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่หลายโครงการที่ต้องบริหารจัดการ รวมทั้งต้องรักษาความมั่นคงด้านสภาพคล่องและรองรับธุรกรรมทางการเงินขนาดใหญ่ได้ทันที เพิ่มความคล่องตัวในการบริหารเงิน และรองรับกรณีมีรายจ่ายนอกเหนือแผนงาน ตลอดจนรองรับความล่าช้าของรายรับและการจัดสรรงบประมาณจากภาครัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้การดำเนินงานขององค์กรหยุดชะงัก และรองรับการปรับโครงสร้างหนี้ โดยอาจต้องสำรองเงินเพื่อชำระหนี้เดิมในระยะสั้นก่อนจัดหาแหล่งเงินกู้ที่มีต้นทุนเหมาะสม 

ไฟเขียวเงินอุดหนุน PSO 4.4 พันล้าน

นายอนันต์ กล่าวต่อว่า บอร์ดรฟท.มีมติเห็นชอบข้อเสนอโครงการรายงานผลการดำเนินงานการให้บริการเชิงสังคม (PSO) ประจำปีงบประมาณ 2568 ของรฟท. โดยขอรับการจัดสรรเงินชดเชยและเงินอุดหนุน จำนวน 4,484.360 ล้านบาท ซึ่งคำนวนจากต้นทุนการให้บริการเดินรถ 4,758.135 ล้านบาท - รายได้จากการจัดเก็บค่าโดยสาร 273.775 ล้านบาท ทั้งนี้ให้ รฟท. นำเสนอเรื่องต่อกระทรวงคมนาคมและ สคร. เพื่อพิจารณาจัดสรรเงินชดเชยดังกล่าวต่อไป

ที่ผ่านมา รฟท.ได้จัดส่งข้อเสนอขอรับเงินอุดหนุนบริการสาธารณะสำหรับการให้บริการขบวนรถเชิงสังคม ประจำปีงบประมาณ 2566–2569 โดยอาศัยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้เงินอุดหนุนบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2554 

ล่าสุดปีงบประมาณ 2565 รฟท. ได้รับเงินอุดหนุนบริการสาธารณะสำหรับการให้บริการขบวนรถเชิงสังคม จำนวน 2,767.253 ล้านบาท จากที่ได้เสนอขอรับการจัดสรรเงินชดเชย/เงินอุดหนุน จำนวน 4,246.742 ล้านบาท ซึ่งผลการดำเนินการของการรถไฟฯ มีค่าใช่จ่ายสูงถึง 7,196.520 ล้านบาท

ขณะเดียวกันในช่วงที่ผ่านมายังไม่มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงการให้บริการสาธารณะ (PSO Agreement) เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) อยู่ระหว่างจัดทำหลักเกณฑ์ใหม่

เปิดเกณฑ์ใหม่รับเงินชดเชย

ต่อมา สคร. ได้ประกาศหลักเกณฑ์ใหม่ จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อเสนอการดำเนินมาตรการและการขอรับการจัดสรรเงินชดเชยของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2568 และหลักเกณฑ์การจัดทำบัญชี วิธีการคำนวณเงินชดเชย และการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน พ.ศ. 2568 

ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ใหม่ ข้อ 13 กำหนดให้ข้อเสนอขอรับเงินอุดหนุนที่ได้ยื่นต่อ สคร. ก่อนวันที่หลักเกณฑ์มีผลใช้บังคับ และยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ให้ถือเป็นข้อเสนอการดำเนินมาตรการและการขอรับการจัดสรรเงินชดเชยตามหลักเกณฑ์ใหม่ ส่งผลให้ข้อเสนอขอรับเงินอุดหนุนบริการสาธารณะสำหรับการให้บริการขบวนรถเชิงสังคม ประจำปีงบประมาณ 2566–2569 ของ รฟท. ต้องดำเนินการให้สอดคล้องทั้งตามระเบียบเดิมและหลักเกณฑ์ใหม่ควบคู่กัน 

นายอนันต์ กล่าวต่อว่า ในปีงบประมาณ 2568 รฟท. มีค่าใช้จ่ายจากการให้บริการเดินรถโดยสารเชิงสังคม จำนวน 4,758.135 ล้านบาท แต่มีรายได้จากการจัดเก็บค่าโดยสาร เพียง 273.775 ล้านบาทเท่านั้น แต่พบว่า ในปีงบฯ 2568 มีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นจากปี 2567 อย่างต่อเนื่อง 

ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อผู้โดยสารลดลง จากมาตรการส่งเสริมการใช้บริการและการใช้สิทธิ์อัตราค่าโดยสารลดหย่อนที่เพิ่มขึ้น สะท้อนการเข้าถึงบริการระบบรางของประชาชนได้มากขึ้น