
‘พิพัฒน์’ ปัดฝุ่นนโยบาย ‘แบริเออร์ยางพารา’ นัดถก 29 สหกรณ์ ขีดเส้น 3 เดือนจบ
‘พิพัฒน์’ ปลุกนโยบาย ‘แบริเออร์ยางพารา’ เร่งถอดบทเรียนยุคศักดิ์สยาม ลุยขยายผลติดตั้งแผ่นยางหุ้มแบริเออร์-เสาหลักนำทาง จ่อถก 29 สหกรณ์เกษตรกรฯ คาดได้ข้อสรุปภายใน 3 เดือน หวังลดอุบัติเหตุ 40% ช่วยชาวสวนมีรายได้เพิ่ม
KEY
POINTS
- กระทรวงคมนาคมรื้อฟื้นนโยบายแบริเออร์ยางพารา เพื่อยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนนและช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง
- นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เตรียมเชิญสหกรณ์ยางพารา 29 แห่งทั่วประเทศมาหารือ เพื่อยืนยันความพร้อมและกำหนดแนวทางการดำเนินงาน
- มีการตั้งคณะทำงานเพื่อกำหนดรายละเอียดโครงการ โดยตั้งเป้าหมายให้ได้ข้อสรุปและเห็นความชัดเจนภายใน 3 เดือน
นโยบายการนำยางพารามาใช้เพื่อความปลอดภัยทางถนน หรือ โครงการก่อสร้างกำแพงคอนกรีตหุ้มด้วยแผ่นยางพารา (RFB) และโครงการติดตั้งหลักนำทางยางพารา (RFP) ที่อยู่ภายใต้การดูแลของกรมทางหลวง (ทล.) และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) กำลังกลับมาเป็นสปอร์ตไลท์อีกครั้ง
เมื่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ประกาศขับเคลื่อนนโยบายยกระดับความปลอดภัยบนโครงข่ายคมนาคม ซึ่งเป็นการต่อยอดจากนโยยบายเดิมของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การใช้ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมยางพาราเพื่อลดอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนน ควบคู่ไปกับการดูแลเสถียรภาพราคายางพาราเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรง
ทั้งนี้หัวใจสำคัญที่ทำให้โปรเจ็กต์นี้ได้รับการขยายอย่างต่อเนื่อง คือ ผลการทดสอบสมรรถนะความปลอดภัยที่ผ่านการรับรองจากทั้งในระดับประเทศและสากล โดยเฉพาะการทดสอบการชน (Crash Test) ณ สถาบัน KATRI สาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งใช้ความเร็วสูงถึง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำมุมชน 20 องศา ด้วยรถกระบะนํ้าหนัก 2,000 กิโลกรัม
สำหรับผลการทดสอบพบว่าแบริเออร์หุ้มยางพาราสามารถ ทำให้รถแฉลบไปตามแนวแบริเออร์โดยไม่พลิกควํ่าและไม่เหินข้ามฝั่ง เมื่อเทียบกับการชนแบริเออร์คอนกรีตทั่วไปแบบปกติที่ความเร็วนี้รถจะชนทะลุหรือพลิกควํ่า
นอกจากนี้ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ระบุตัวเลขเชิงเทคนิคที่น่าสนใจว่า แผ่นยางหุ้มแบริเออร์ (RFB) สามารถดูดซับแรงกระแทกได้เพิ่มขึ้น 25-45% และช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บได้ 35-40% โดยค่าความหน่วงที่กระทำต่อหุ่นจำลอง (dummy) พบว่าตํ่ากว่า 60g ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ขณะที่ค่าการร่นตัวของแบริเออร์หลังการชนอยู่ที่เพียง 0.48 - 0.50 เมตร ซึ่งยังอยู่ในระยะปลอดภัยที่ไม่เกิน 1 เมตรจากเส้นจราจร
ที่ผ่านมาในเชิงเศรษฐกิจนโยบายนี้ถูกวางให้เป็นเครื่องยนต์หลักในการดึงนํ้ายางพาราออกจากตลาดเพื่อยกระดับราคา โดยกระทรวงคมนาคมตั้งเป้าดำเนินการบนถนนขนาด 4 ช่องจราจรทั่วประเทศระยะทางกว่า 12,000 กิโลเมตร ซึ่งจะต้องใช้นํ้ายางดิบจากเกษตรกรประมาณ 1 ล้านตัน คิดเป็นวงเงินงบประมาณรวมกว่า 85,000 ล้านบาท
ทั้งนี้จุดเด่นของโมเดลนี้คือการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้กรมทางหลวง (ทล.) และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) จัดซื้อนํ้ายางและผลิตภัณฑ์จากสถาบันเกษตรกรโดยตรง ผ่านวิธีเฉพาะเจาะจง ซึ่งผลการวิเคราะห์พบว่าวิธีนี้จะช่วยให้เม็ดเงินถึงมือเกษตรกรสูงถึง 70-74% ของงบประมาณ แตกต่างจากในอดีตที่เม็ดเงินถึงมือเกษตรกรเพียง 5.1% เท่านั้น
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การขับเคลื่อนนโยบายนำยางพารามาใช้ในอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยบนท้องถนนนั้น เบื้องต้นได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม กรมทางหลวง (ทล.) และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) เชิญสหกรณ์กลุ่มเกษตรกรยางพาราจำนวน 29 แห่งทั่วประเทศ มาหารือร่วมกันอีกครั้ง เพื่อยืนยันความพร้อมและกำหนดแนวทางดำเนินงานให้เป็นรูปธรรม โดยปัจจุบันกลุ่มเหล่านี้ถือมีความพร้อมด้านเครื่องจักรและการผลิตที่ครอบคลุมอยู่แล้ว
ขณะเดียวกันจะมีการตั้งคณะทำงาน 1 ชุด เพื่อกำหนดรายละเอียดในการดำเนินนโยบาย เช่น การแบ่งความรับผิดชอบของหน่วยงาน ,จำนวนเส้นทาง, ระยะทาง และการจัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสม โดยมีกรอบระยะเวลาจะเห็นความชัดเจนภายใน 3 เดือน
“เรายืนยันว่าจะใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบราชการทั่วไป โดยเน้นการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานเดียวกันในทุกสหกรณ์ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งการจัดซื้อจัดจ้างยางพาราในครั้งนี้กำหนดมาตรฐานให้ยางพาราไม่เกิน 58 บาทต่อกิโลกรัม” นายพิพัฒน์ กล่าว
สำหรับราคายางพาราในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 80 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) เนื่องจากเป็นช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย แต่โดยเฉลี่ยในฤดูกาลปกติ ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 จะอยู่ที่ประมาณ 55-58 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ซึ่งสอดคล้องกับต้นทุนการนำยางมาใช้ในโครงการดังกล่าวจึงถือว่าคุ้มค่าการลงทุน อีกทั้งยังช่วยสร้างรายได้และกระจายงานให้กับสหกรณ์ยางพาราทั่วประเทศ
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ในปีงบประมาณ 2570 อาจตั้งงบประมาณใหม่ไม่ทัน เบื้องต้นได้สั่งการให้กรมทางหลวง (ทล.)และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) พิจารณาใช้งบเหลือจ่ายมาเริ่มดำเนินการนำร่องในบางจุดก่อน โดยจะเน้นพื้นที่เสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยเป็นลำดับแรก คาดว่าในปีงบประมาณ 2571 กระทรวงคมนาคมมีแผนจะตั้งงบประมาณและบรรจุโครงการนี้เป็นนโยบายหลักได้
ทั้งนี้การใช้ยางพาราแผ่นยางหุ้มราวเหล็ก โดยเฉพาะบริเวณทางโค้ง มีแนวโน้มช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บได้สูงถึงเกือบ 40%
ดังนั้นกระทรวงคมนาคมจึงเห็นว่า ควรนำนโยบายดังกล่าวกลับมาประยุกต์ใช้อีกครั้ง โดยไม่เพียงมุ่งเน้นด้านความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางด้วย
รายงานข่าวจากกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ระบุว่า จากการนำแบริเออร์ยางพารามาใช้บนถนนใน เส้นทางของกรมฯในแต่ละพื้นที่ในช่วงที่ผ่านมาพบว่ามีผลตอบรับที่ดี ช่วยลดแรงกระแทกจากการบาดเจ็บเมื่อเกิดอุบัติเหตุได้
ขณะนี้กรมฯอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลแนวเส้นทางและประเมินผลตอบรับที่มีการนำร่องใช้แบริเออร์ยางพาราในระยะที่ 1 ก่อนสรุปนำเสนอต่อกระทรวงคมนาคมต่อไป
ขณะเดียวกันจากบทเรียนในอดีตที่มีการดำเนินงานล่าช้ากว่าแผนและปัญหาเกษตรกรบางส่วนที่ลงทุนเครื่องจักรไปแล้วแต่โครงการหยุดชะงัก รวมถึงข้อกังวลจากสำนักงบประมาณเรื่องต้นทุนที่สูงขึ้นมาก เมื่อเทียบกับแบริเออร์คอนกรีตแบบเดิม ซึ่งในระยะที่ 1 พบว่าราคาแผ่นยางหุ้มมีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 3,140- 3,757 บาทต่อเมตร
อย่างไรก็ดีการกลับมาครั้งนี้ของนโยบายดังกล่าวจึงเน้นไปที่การบริหารจัดการแบบบูรณาการมากขึ้นที่เริ่มขยายผลการติดตั้งในจุดเสี่ยงอุบัติเหตุสูงตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป พร้อมเตรียมต่อยอดนวัตกรรมยางพาราสู่ผลิตภัณฑ์อื่น เช่น เนินชะลอความเร็วยางพาราและแผ่นยางกันลื่น ที่ช่วยเพิ่มความหลากหลายในการใช้งาน
หน้า 12 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,200 วันที่ 14 -16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569







