thansettakij
thansettakij
เร่งเครื่อง‘แลนด์บริดจ์’9.97แสนล้าน ทุนยักษ์โลกเล็งชิงเค้กสัมปทาน

เร่งเครื่อง‘แลนด์บริดจ์’9.97แสนล้าน ทุนยักษ์โลกเล็งชิงเค้กสัมปทาน

06 พ.ค. 69 | 00:56 น.
อัปเดตล่าสุด :06 พ.ค. 69 | 01:45 น.

รัฐบาลอนุทิน 2 เร่งเครื่อง บิ๊กโปรเจ็กต์ แลนด์บริดจ์ 9.97 แสนล้าน วัดใจ “เอกนิติ “ยกเครื่องผลศึกษาทั้งระบบสร้างความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ฟากสนข. โต้ยันผลการศึกษาเดิมสมบูรณ์พร้อมเดินหน้า ลุ้นกฎหมาย SEC บังคับใช้ปี 70 เปิดประมูลปลายปี 71 มั่นใจดึงดูดทุนยักษ์โลก “ดูไบ” ร่วมชิงเค้กสัมปทาน 50 ปี

KEY

POINTS

  • รัฐบาลเร่งผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์มูลค่า 9.97 แสนล้านบาท เพื่อเชื่อมทะเลอ่าวไทย-อันดามัน หวังยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งแห่งใหม่ของโลก
  • กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ระดับโลกหลายราย รวมถึง DP World จากดูไบ แสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมประมูลชิงสัมปทานโครงการระยะยาว 50 ปี ในรูปแบบการร่วมลงทุนรัฐ-เอกชน (PPP)
  • นายกรัฐมนตรีสั่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เพื่อศึกษาโครงการเชิงลึกอีกครั้งภายใน 90 วัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและตอบข้อกังวลด้านผลกระทบต่างๆ ก่อนเดินหน้าเต็มรูปแบบ

“แลนด์บริดจ์” (Landbridge) หนึ่งในโครงการเรือธงสำคัญของรัฐบาล “อนุทิน 2” ที่เร่งผลักดันอย่างจริงจัง ภายในกรอบเวลาการบริหารประเทศชุดปัจจุบัน เป้าหมายไม่ใช่แค่โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แต่คือการพลิกเกมโลจิสติกส์ ของไทยในเวทีการค้าโลก ทั้งนี้หัวใจของโครงการคือการเชื่อมอ่าวไทย กับฝั่งอันดามัน เข้าด้วยกันผ่านโครงข่ายท่าเรือ รถไฟ และถนน เพื่อย่นระยะเวลาขนส่งสินค้า ลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เทียบชั้นเส้นทางการค้าสำคัญระดับโลก

อย่างไรก็ตาม แม้หลายฝ่ายทั้งภาคเอกชนจากส่วนกลางและจากระนองและชุมพรมองว่าโครงการแลนด์บริดจ์เป็นเรื่องที่ดีสำหรับประเทศที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ แต่ในทางกลับกัน นักลงทุนและคนพื้นที่จำนวนไม่น้อยยังต้องการความชัดเจนในทุกมิติทั้งความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ตอบโจทย์การค้าการลงทุนได้จริง รวมถึงความชัดเจนในแง่ของการจัดการกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งสิ่งแวดล้อมปัญหาที่ทำกิน อย่างประมงพื้นบ้านหากต้องถมทะเลที่มีการคัดค้านเป็นวงกว้าง 

นอกจากนี้รวมถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอรัฐบาลพิจารณานำเสียงสะท้อนของประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมพิจารณาในการดำเนินโครงการอย่างรอบคอบ

ข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นส่งผลให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นหัวหน้าทีมศึกษาในเชิงลึกโครงการแลนด์บริดจ์ทั้งระบบ

ทั้งนี้โดยเฉพาะ ต้นทุน ผลตอบแทน รูปแบบการลงทุน และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหลังจาก สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)ได้ศึกษาไว้อย่างครบถ้วนแล้ว ซึ่งการรีเซ็ตการศึกษาครั้งนี้ จึงถูกมองว่าเป็นความพยายาม อุดช่องโหว่ และเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนระดับโลก

ก่อนที่โครงการมูลค่าระดับเฉียด 1 ล้านล้านบาทจะเดินหน้าเต็มรูปแบบ ท่ามกลางโจทย์ท้าทายทั้งเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน และการแข่งขันด้านโครงสร้างพื้นฐานจากประเทศเพื่อนบ้าน

นายเอกนิติ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้โครงการแลนด์บริดจ์สะท้อนว่า จะเร่งศึกษาความเป็นไปได้ ทั้งข้อดีและข้อเสียทั้งหมดของโครงการ และในฐานะที่ดูเรื่องเศรษฐกิจ จึงได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ดูภาพรวมทั้งหมด ของโครงการ โดยยืนยันว่า การศึกษาในครั้งนี้ต้องการทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด

ขณะความคืบหน้าของโครงการภายใต้การขับเคลื่อนของกระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่าโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย-อันดามัน หรือแลนด์บริดจ์ (Landbridge) 

ขณะนี้ได้หารือร่วมกับสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ถึงการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) เพื่อผลักดันโครงการลงทุนอื่นๆในภาคใต้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ด้วย ครอบคลุมทั้ง 4 จังหวัด (ชุมพร, ระนอง, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช) ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับสิทธิประโยชน์ในการดึงดูดการลงทุน

อย่างไรก็ดีโดยประเมินว่าโครงการแลนด์บริดจ์เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการพัฒนาเส้นทางขนส่งเชื่อม 2 มหาสมุทร คือ อ่าวไทย และอันดามัน ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาช่องทางเดินเรือเพียงจุดเดียว โดยเฉพาะในบริบทของสถานการณ์โลก เช่น ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อเส้นทางขนส่งพลังงานและการค้าโลก

ทั้งนี้จากเดิม แนวคิดการพัฒนาโครงการลักษณะนี้ เช่น คลองไทย ได้ถูกพูดถึงมานานหลายสิบปี แต่ยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อให้โครงการขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ รวมถึงคนในพื้นที่

ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมาย ให้นายเอกนิติ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการคลัง เป็นประธานศึกษา โครงการแลนด์บริดจ์ ภายใน 90 วันนั้น ส่งผลให้กระทรวงคมนาคมได้ชะลอการลงพื้นที่ในวันที่ 8 พฤษภาคม นี้ออกไปก่อนจนกว่า ผลการศึกษาจะแล้วเสร็จ

“การศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์จะต้องศึกษาใหม่ทั้งหมด ทั้งเรื่องผลกระทบ สิ่งแวดล้อมและสิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับพร้อมยืนยันว่าโครงการดังกล่าวไม่ได้ทำเพียงเฉพาะระบบรางอย่างเดียว แต่จะมีระบบถนนระบบท่อขนส่งพลังงาน แต่เชื่อว่าระยะเวลาการศึกษาจะอยู่ตามกรอบที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการไว้”

ขณะที่เสียงสะท้อนคัดค้านจากคนในพื้นที่ นายพิพัฒน์ สะท้อนว่า จากการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผน การขนส่งและจราจร (สนข.) ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับโครงการ แต่กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการนั้น ภาครัฐมีหน้าที่ต้องเข้าไปชี้แจงถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศชาติในระยะยาว โดยเฉพาะการวางรากฐานให้ไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งแห่งใหม่ ที่เชื่อมต่อสองมหาสมุทร ช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือหลักเพียงเส้นทางเดียว โดยเฉพาะในท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความตึงเครียดสูง

ส่วนขั้นตอนการดำเนินงานหลังจากนี้ จะนำข้อมูลที่ได้รับจากการลงพื้นที่ ทั้งหมด มารวบรวมและจัดทำรายละเอียดให้มีความสมบูรณ์ที่สุด ครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งผลกระทบทางสังคม รวมถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะนำเสนอเข้าสู่ การพิจารณาของ ครม. โดยเร็วที่สุดต่อไป จากนั้นจะเดินสายพบปะเชิญชวนนักลงทุน และนำเสนอรายละเอียดโครงการ (โรดโชว์) จากทั่วทุกภูมิภาคของโลก เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติมาร่วมลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ ที่ถือเป็นโครงการเรือธงของรัฐบาล

อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายจะเกิดในรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยกระทรวงคมนาคมเตรียมเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือเพิ่มเติม เพื่อรวบรวมผลการศึกษาและข้อมูลเชิงลึก ก่อนนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายต่อไป โดยยืนยันว่าจะดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างรอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนเป็นสำคัญ

ด้านนายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า ความคืบหน้าล่าสุดของโครงการแลนด์บริดจ์ กรณีที่มีกระแสข่าวเรื่องการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ใหม่นั้น

ขณะเดียวกันในปัจจุบันทาง สนข. ยังไม่ได้รับสัญญาณหรือข้อมูลว่าโครงการจะต้องเริ่มศึกษาใหม่ทั้งหมด ซึ่ง สนข. เชื่อมั่นว่าผลการศึกษาที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้มีความครอบคลุมและครบถ้วนเพียงพอที่จะนำไปสู่ขั้นตอนการปฏิบัติได้ทันที โดยยังคงยึดตามผลการศึกษาเดิมที่ประเมินไว้

“กรณีที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นประธาน เพื่อศึกษาโครงการภายในระยะเวลา 90 วัน จะต้องรอติดตามผลสรุปจากคณะกรรมการชุดดังกล่าวอีกครั้ง ว่าจะมีความเห็นให้ปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมในส่วนของผลการศึกษาอย่างไรหรือไม่ หากมีการสั่งให้ศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ใหม่จะต้องใช้เวลาดำเนินการอีกพอสมควรแต่ในขณะนี้ สนข. ยังมองว่าภาพรวมการศึกษานั้นเสร็จสมบูรณ์แล้ว” นายจิรโรจน์ กล่าว

ส่วนของกรอบกฎหมาย นายจิรโรจน์ เชื่อมั่นว่าโครงการแลนด์บริดจ์จะเป็นโครงการสำคัญภายใต้ ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) โดยแนวทางการบริหารจัดการจะเป็นในลักษณะเดียวกับโครงการ EEC ซึ่งมีการจัดตั้งสำนักงาน SEC ขึ้นมาเป็นเจ้าของโครงการ เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลแบบบูรณาการ คาดว่าจะสามารถบังคับใช้กฎหมายและจัดตั้งสำนักงานได้ภายในปี 2570

อย่างไรก็ตามเมื่อมีการตั้งสำนักงานฯ แล้ว จะต้องดำเนินการจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) การพัฒนาพื้นที่ SEC ซึ่งโครงการแลนด์บริดจ์จะถูกบรรจุเป็นหนึ่งในโครงการหลักในแผนดังกล่าว ขณะที่ความคืบหน้าการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) และการทำงานร่วม 3 หน่วยงาน แบ่งเป็น ส่วนของท่าเรือ โดย สนข. ศึกษา Business Model และรายละเอียดทางเทคนิคของท่าเรือเสร็จเรียบร้อยแล้ว รวมถึงจัดทำรายงาน EHIA เสร็จสิ้นแล้ว

ทั้งนี้ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ซึ่งอาจต้องมีการปรับปรุงหรือให้รายละเอียด เพิ่มเติมตามความเห็นของคณะกรรมการหากมีการพิจารณาจากสผ.แล้ว

ส่วนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ของมอเตอร์เวย์ โดยกรมทางหลวงเป็นผู้รับผิดชอบการศึกษาเส้นทางและรายงาน EIA ขณะที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นผู้รับผิดชอบศึกษาเส้นทางรถไฟ และรายงาน EIA

ขณะนี้ทั้ง 2 ส่วนยังอยู่ระหว่างดำเนินการศึกษายังไม่แล้วเสร็จ สำหรับไทม์ไลน์ของโครงการแลนด์บริดจ์ ประเมินว่า หากกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว จะดำเนินการจัดตั้งสำนักงาน SECภายในปี 2570 จากนั้นจะดำเนินการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่และบรรจุโครงการแลนด์บริดจ์แล้วเสร็จ ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน หลังตั้งสำนักงานฯ และเริ่มกระบวนการเปิดประมูลโครงการปลายปี 2571 คาดว่าจะได้ตัวเอกชนผู้ลงทุนและลงนามในสัญญาภายในปี 2572 ก่อนเริ่มดำเนินการก่อสร้างภายในปี 2573ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 4 ปี พร้อมเปิดให้บริการภายในปี 2576

ส่วนรูปแบบการลงทุนของโครงการแลนด์บริดจ์ เบื้องต้นรัฐจะใช้โมเดลการลงทุนแบบรัฐลงทุนร่วมกับเอกชนในลักษณะ PPP Net Cost มีสัญญาสัมปทานระยะยาว 50 ปี โดยรัฐบาลรับภาระเฉพาะการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ส่วนภาคเอกชนจะเป็นผู้รับผิดชอบงานออกแบบ ก่อสร้าง และบริหารจัดการโครงการทั้งหมด ในรูปแบบ One Port Two Sides เชื่อมท่าเรือระนองและชุมพร เพื่อดึงดูดกลุ่มทุนเดินเรือระดับโลก

ที่ผ่านมาจากผลการศึกษาของสนข.ได้มีการปรับลดมูลค่าการลงทุนของโครงการจากเดิมที่มีมูลค่าถึง 1.19 ล้านล้านบาท เหลือเพียง 9.97 แสนล้านบาท เพื่อสอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้ระยะเวลาการก่อสร้างโครงการ เหลือเพียง 3 ระยะ จากเดิมที่มี 4 ระยะ ส่วนแผนพัฒนาท่าเรือแลนด์บริดจ์ใหม่ ได้ปรับขนาดการก่อสร้างให้ลดลงจากเดิม เช่น ระยะที่ 1 สามารถรองรับตู้สินค้าสูงสุด 4 ล้าน TEUsจากแผนเดิมลงทุนก่อสร้างระยะที่ 1เพื่อรองรับตู้สินค้าสูงสุด 6 ล้าน TEUs โดยแผน ลงทุนทั้งหมดยังคงเป้าหมายพัฒนาแลนด์บริดจ์รองรับตู้สินค้าสูงสุด 20 ล้าน TEUs

ทั้งนี้จากผลการศึกษาของโครงการแลนด์บริดจ์พบว่า อัตราผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (EIRR) อยู่ที่ 14.77% อัตราผลประโยชน์ทางด้านการเงิน อยู่ที่ 4.57% ขณะที่มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) อยู่ที่ 307,568 ล้านบาท และ อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน (B/C Ratio)อยู่ที่ 1.18

ที่ผ่านมาจากการโรดโชว์พบว่ามีนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างชาติที่สนใจโครงการแลนด์บริดจ์ เช่น กลุ่ม DP World (ดูไบ พอร์ต เวิลด์) ที่เคยเข้าพบหารือในรัฐบาลก่อน ซึ่งมีกองเรือขนาดใหญ่ แต่กลับไม่มีท่าเรือเป็นของตัวเองที่ช่องแคบมะละกา หากโครงการแลนด์บริดจ์ เกิดขึ้น จะช่วยตอบโจทย์สายเรือและการบริหารจัดการทางธุรกิจเป็นต้นขณะเดียวกันยังมีเอกชนผู้ประกอบการสายการเดินเรือที่สนใจอีกจำนวนมาก