
‘พิพัฒน์’ แจงยิบนายกฯ สั่งศึกษา “แลนด์บริดจ์” เชื่อมระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้
‘พิพัฒน์’ แจงนายกอนุทิน สั่งศึกษา “แลนด์บริดจ์” รับมือสถานการณ์โลกเปลี่ยน ขยายการศึกษาเชื่อมโยงโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ Southern Economic Corridor – SEC แล้วเสร็จใน 90 วัน มุ่งเป้าอัปเกรดระบบโลจิสติกส์เชื่อมโยง 4 จังหวัดภาคใต้ให้เกิดความสมบูรณ์เป็นเดียวกัน ครอบคลุมพลังงาน อุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่ระบบคมนาคมเพียงอย่างเดียว
วันนี้ (วันที่ 5 พฤษภาคม 2569) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า รัฐบาลประกาศปรับแผนยุทธศาสตร์โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน หรือ “แลนด์บริดจ์” (Land Bridge) ครั้งใหญ่ โดยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมชุดใหม่ ที่มี “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” เป็นประธาน เพื่อทบทวนและขยายขอบเขตการศึกษาให้ครอบคลุมทั้งระบบ
ทั้งด้านความคุ้มครองทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ โดยกำหนดกรอบเวลาการศึกษาให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน ถ้าผลการศึกษาเกิดความคุ้มค่า มีความชัดเจนก่อนถ้าศึกษาเสร็จรองนายกเอกนิติ ก็คงจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
เนื่องจากผลการศึกษาในอดีตของโครงการแลนด์บริดจ์ อาจจะยังไม่มีความครอบคลุมเพียงพอในทุกระบบ เนื่องจากขาดความเชื่อมโยงของระบบโลจิสติกส์ที่ครบถ้วน ในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีจึงมีบัญชาให้ทำการศึกษาใหม่แบบ "ครบวงจร" เช่น การโยงรถไฟรางคู่ลงไปหรือไม่ ไม่ใช่แค่มีเพียงพื้นที่ท่าเรือ 2 ฟากทะเลเท่านั้น
การปรับแผนครั้งนี้ก็ต้องศึกษาเชื่อมโยงกับโครงการแลนด์บริดจ์เข้ากับ โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor - SEC) ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, ชุมพร และระนอง จากเดิมที่โครงการแลนด์บริดจ์มักถูกพูดถึงเพียงในพื้นที่ 2 จังหวัด (ระนอง-ชุมพร)
การขยายขอบเขตไปยังอีก 2 จังหวัดที่เหลือจะช่วยให้การพัฒนาเชิงพื้นที่ในภาคใต้เกิดความสอดคล้องและเป็นชิ้นเดียวกันมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ "หลังท่าเรือ" เพื่อการพัฒนา และตอบข้อกังวลของคนในพื้นที่ว่าจะถูกการเวนคืนที่ดินหรือไม่
“ผลการศึกษาแลนด์บริดจ์ ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. ศึกษาจบไปแล้วตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งในตอนนั้นยังไม่มีเหตุการณ์เรื่องของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเกิดขึ้น ข้อมูลเดิมที่เคยทำไว้ก็อาจไม่ตอบโจทย์ความท้าทายปัจจุบัน
แต่ในขณะนี้เมื่อมีเหตุการณ์ใหม่เกิดขึ้นในอนาคตโดยในอดีตประเทศอินโดนีเซีย อาจพิจารณาการเก็บค่าธรรมเนียมผ่านช่องแคบมะละกา แม้จะเป็นเพียงแนวคิดที่มีการปรารภออกมาและอาจมีการถอนเรื่องในภายหลัง แต่เมื่อเขามีไอเดียแล้ว รัฐบาลมองว่าเป็น "ความเป็นไปได้ใหม่" ที่ต้องนำมาคำนวณในแบบจำลองความคุ้มค่าของแลนด์บริดจ์ด้วย
รัฐบาลยืนยันว่า หากผลการศึกษารอบนี้ชี้ให้เห็นถึงความคุ้มค่า รัฐบาลพร้อมจะเดินหน้าโครงการต่อทันที เนื่องจากโครงการนี้ถูกผลักดันมาตั้งแต่ปี 2562 โดยเฉพาะในส่วนของ พรบ. SEC พรรคภูมิใจไทยก็เป็นคนเสนอ พรบ. SEC ครอบคลุม 4 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, ชุมพร และระนอง เดิมทีโครงการแลนด์บริดจ์คุยกันแค่ 2 จังหวัด (ระนอง-ชุมพร) แต่ตอนนี้รัฐบาลกำลังทำให้แลนด์บริดจ์และ SEC เป็น "ชิ้นเดียวกัน" ตัวร่าง พรบ. เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงประเด็นเรื่องกองทุน ซึ่งอาจเดินหน้าไปก่อนหรือรอผลการศึกษาจบก็ได้
ทั้งนี้เพื่อให้การเดินหน้าโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งให้การศึกษาครั้งนี้มีองค์ประกอบจากหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เพียงกระทรวงคมนาคมกระทรวงเดียวเหมือนในอดีต โดยคณะกรรมการชุดใหม่จะมีตัวแทนจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อ ศึกษาผลกระทบเชิงลึก เพราะการพัฒนาขนาดใหญ่ย่อมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
รวมถึงก็ยังมีกระทรวงพลังงาน ดูแลเรื่องการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม วางแผนการพัฒนาพื้นที่หลังท่าและเขตอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม ดูแลระบบโครงสร้างพื้นฐานหลักการทำงานข้ามกระทรวงนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเมื่อมีการนำแนวคิด SEC เข้ามาเกี่ยวข้อง จะมีประเด็นที่เชื่อมโยงถึง 4-6 กระทรวงในคราวเดียว นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับความกังวลของคนในพื้นที่ในเรื่องการเวนคืนที่ดิน โดยสั่งการให้ทีมงานลงไปทำความเข้าใจและศึกษาแนวทางการเยียวยาที่เหมาะสม
ในส่วนของรายละเอียดทางวิศวกรรมและการขนส่ง โครงการแลนด์บริดจ์รูปแบบใหม่จะประกอบด้วยองค์ประกอบหลักที่สำคัญคือ ท่อส่งน้ำมัน (Pipeline) ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบที่ "ไม่มีไม่ได้" นอกจากนี้ยังมีระบบถนนและรางรถไฟ โดยเน้นย้ำว่าการวางระบบรางจะไม่ใช่แค่การเชื่อมต่อ 2 จังหวัดเข้าด้วยกัน แต่ต้องเป็นการ เชื่อมรางจากกรุงเทพฯลงไปโดยเฉพาะจากแหลมฉบังหรือพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ลงไปถึงระนอง
แนวคิดนี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะสินค้าที่ผลิตจากอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC หรือแหลมฉบัง ที่ต้องการส่งออกไปยังยุโรป แทนที่จะต้องนำเรือไปถ่ายลำที่สิงคโปร์ ก็สามารถขนส่งทางรางมาลงที่ท่าเรือระนองเพื่อส่งออกได้ทันที ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีตัวเลขสินค้าที่ส่งออกไปยังยุโรปและจีนรวมกันเกือบ 6 ล้านตู้ต่อปี การมีท่าเรือทั้งสองแห่งจะช่วยเพิ่มความคุ้มค่าและประสิทธิภาพในการจัดการสินค้าเหล่านี้ได้อย่างมหาศาล
สำหรับกรอบเวลาในการดำเนินงาน หลังจากใช้เวลาศึกษาเชิงลึก 90 วันและได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้ว รัฐบาลจะดำเนินการเรื่องร่าง พรบ. SEC ต่อไป ซึ่งคาดว่าอาจจะมีการขับเคลื่อน พรบ. ไปพร้อมๆ กัน โดยยังคงเหลือประเด็นเรื่องกองทุนที่ต้องพิจารณา หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน คาดว่ากระบวนการเตรียมการจะแล้วเสร็จทันในรัฐบาลชุดนี้ และอาจเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้างได้ในช่วงปี 2573
แม้ในปัจจุบันจะยังมีกระแสการต่อต้านอยู่บ้าง แต่รัฐบาลเชื่อมั่นว่าหากข้อมูลมีความทันสมัยและตอบโจทย์ผลประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง โครงการนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคต สำหรับรายชื่อนักลงทุนต่างชาติที่สนใจนั้น รัฐบาลระบุว่าที่ผ่านมามีหลายประเทศเข้ามาหารือและให้ความสนใจอย่างต่อเนื่องในยุคก่อน ซึ่งจะมีความชัดเจนมากขึ้นหลังจากการศึกษารอบนี้สิ้นสุดลง







