
'พิพัฒน์” ควัก 2 พันล้าน ตรึงค่าโดยสาร-ช่วยผู้ประกอบการขนส่งทั่วประเทศ
'พิพัฒน์' อัดงบ 2,060 ล้านบาท เยียวยาผู้ประกอบการขนส่งยกแผง 'วินมอเตอร์ไซค์-แท็กซี่-รถบรรทุก' หวังพยุงสภาพคล่อง ตรึงราคาค่าโดยสาร รับระบบตั๋วร่วม ลดภาระค่าเดินทางคนเมือง
KEY
POINTS
- กระทรวงคมนาคมทุ่มงบประมาณกว่า 2,060 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งทั่วประเทศ
- มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องตรึงราคาค่าโดยสารไว้เท่าเดิม
- ความช่วยเหลือครอบคลุมผู้ประกอบการทุกกลุ่ม ตั้งแต่วินจักรยานยนต์รับจ้าง, แท็กซี่, รถตู้, รถโดยสารสาธารณะ ไปจนถึงรถบรรทุกสินค้า
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ภายหลังเป็นประธานในงาน DLT Next 2026 โดยประกาศยุทธศาสตร์มุ่งเน้นการลดภาระค่าครองชีพประชาชนเป็นวาระเร่งด่วน ที่ผ่านมากรมขนส่งทางบกได้เปิดตัวโครงการ DLT พร้อมซัพพอร์ต เตรียมอัดฉีดงบประมาณกว่า 2,060 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งทุกกลุ่ม ตั้งแต่วินจักรยานยนต์รับจ้าง, แท็กซี่, รถตู้, รถบัส ไปจนถึงกลุ่มโลจิสติกส์รถบรรทุก
ขณะเดียวกันมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการสามารถแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นได้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ การตรึงราคาค่าโดยสาร เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน
นอกจากนี้ยังได้เร่งผลักดัน พ.ร.บ. ตั๋วร่วม พ.ศ. 2568 เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อการเดินทาง ล้อ-ราง-เรือ แบบไร้รอยต่อ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการเดินทางของผู้โดยสารได้อย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรถบรรทุกสินค้าและรถโดยสารสาธารณะ ระยะเวลา 42 วัน (20 เมษายนถึง 31 พฤษภาคม 2569) โดยภาครัฐได้เตรียมงบประมาณ 2,060 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการลดขนส่งและรถโดยสารสาธารณะกว่า 460,000 คัน
ขณะเดียวกันแบ่งการช่วยเหลือออกเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กลุ่มรถโดยสารสาธารณะและรถรับจ้างสาธารณะทุกประเภท 180,322 คัน วงเงินรวม 706 ล้านบาท ซึ่งจะได้รับเงินเยียวยา 840 บาทสูงสุดไม่เกิน 7,000 บาทต่อคัน
2.กลุ่มรถบรรทุกสินค้า จำนวน 287,175 คันวงเงินรวม 1,353 ล้านบาท ซึ่งจะได้รับเงินเยียวยา 3,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 6,000 บาทต่อคัน
ทั้งนี้จากการลงทะเบียนของผู้ประกอบการรถบรรทุกสินค้าและรถโดยสารสาธารณะ ในโครงการ DLT พร้อมซับพอร์ต ระหว่างวันที่ 16-19 เมษายนที่ผ่านมา พบว่า มีผู้ประกอบการลงทะเบียนจำนวน 55,217 คน ,รถที่ลงทะเบียนจำนวน 206,529 คัน แบ่งเป็น รถบรรทุก 145,749 คัน คิดเป็น 70.8% รถจักรยานยนต์รับจ้าง 39,159 คัน คิดเป็น 19% รถโดยสารสาธารณะ 21,057 คัน คิดเป็น 10.2% และรถแท็กซี่ 564 คัน คิดเป็น 0.3%






