

KEY
POINTS
ท่ามกลางวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ที่ปกคลุมเมืองหลวงและต้นทุนพลังงานที่ผันผวนจนยากจะคาดเดา วันนี้ “ขนส่งสาธารณะไทย” กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุดในรอบกึ่งศตวรรษ การขยับตัวของยักษ์ใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชนในปี 2569 กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เมื่อแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ "รถเมล์ไฟฟ้า" หรือ EV Bus 100% ไม่ได้หยุดอยู่แค่ภาพฝัน แต่กลายเป็นโรดแมปเชิงพาณิชย์ที่มีเม็ดเงินลงทุนมหาศาลรองรับ
องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีหนี้สะสมมหาศาล วันนี้กำลังใช้ “พลังงานสะอาด” เป็นไม้ตายในการผ่าตัดองค์กร ภายใต้ความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขสมก. เดินหน้าโครงการเช่ารถโดยสารปรับอากาศพลังงานไฟฟ้า (EV) จำนวน 1,520 คัน วงเงินกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท ระยะเวลาเช่า 7 ปี โดยคู่สัญญา คือ บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด ซึ่งได้ยื่นข้อเสนอในราคาต่ำสุด
เป้าหมายสำคัญไม่ใช่แค่การลดมลพิษ แต่คือการ "ลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้" รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม ระบุว่า การใช้รถเมล์ไฟฟ้าจะช่วยลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซ่อมบำรุงได้มากกว่า 40% หรือประมาณ 1,600 ล้านบาท เมื่อเทียบกับรถเมล์สันดาปแบบเดิม
ในปี 2569 นี้ ขสมก. เร่งเครื่องจัดหาพื้นที่อู่จอดรถและสถานีชาร์จให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2569 เพื่อรองรับรถล็อตใหม่ที่ทยอยเข้าสู่ระบบ ซึ่งถือเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะนำไปสู่การล้างหนี้สะสมกว่า 1 แสนล้านบาทภายใน 7 ปี
ขณะที่ ขสมก. ปฏิรูปในเมือง ทางด้าน บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ก็ไม่น้อยหน้า ในปี 2569 บขส. ยกระดับการเดินทางข้ามจังหวัดด้วยแนวคิด Green Transport โดยล่าสุดได้ร่วมกับยักษ์ใหญ่ฝั่งเอกชนอย่าง ไทยสมายล์บัส (TSB) เปิดจุดเชื่อมต่อการเดินทางที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 นำรถเมล์ไฟฟ้า 8 เส้นทางหลักเข้าจอดรับ-ส่งผู้โดยสารภายในสถานี เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ไร้รอยต่อ (Seamless Mobility)
นอกจากนี้ยังเดินหน้าแผนจัดหารถโดยสารใหม่จำนวน 311 คัน วงเงินรวม 3,018 ล้านบาท ในรูปแบบเช่าดำเนินการพร้อมซ่อมบำรุง ระยะเวลา 5 ปี โดยมีบริษัท อิทธิพร อิมปอร์ต จำกัด เป็นผู้ชนะการประมูล ที่นำมาทดแทนรถเก่าที่เตรียมปลดระวางจำนวน 157 คัน เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการผู้โดยสารและบริหารจัดการต้นทุน
อย่างไรก็ดีการเปลี่ยนรถให้บริการนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ที่ช่วยแก้ไขสถานะทางการเงินได้ โดยในปี 2568 บขส. มีรายได้เพียง 1,900 ล้านบาท และขาดทุนกว่า 200 ล้านบาท
ฟาก บริษัท ไทยสมายล์บัส จำกัด (TSB) ในฐานะผู้นำภาคเอกชนที่ปลุกกระแส EV Bus ในไทย ได้ปักธงปี 2569 เป็นปีแห่งการสร้างกำไรเป็นปีแรกราว 200 ล้านบาท หลังจากในช่วงที่ผ่านมาได้จัดหารถเมล์ไฟฟ้าเข้าสู่ระบบแล้ว 2,350 คัน รวมวงเงิน 20,000 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้มีการปรับเพิ่มฟีดเดอร์รถเมล์เดิมที่มีอยู่ 2,000 คันในเส้นทางต่างๆ
ขณะเดียวกันแผนงานในปีนี้ไทยสมายล์บัสไม่ได้มองแค่กรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่กำลังขยายโมเดล “รถเมล์ไฟฟ้า” สู่เส้นทางต่างจังหวัด เพื่อสร้าง Ecosystem ของการขนส่งสะอาดให้ครอบคลุมทั้งประเทศ
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ส่งผลกระทบเชิงบวก (Multiplier Effect) ต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดย ความต้องการ EV Bus ที่พุ่งสูงขึ้นระดับ 3,000 - 4,000 คันในระยะเวลาอันสั้น กระตุ้นให้เกิดการลงทุนตั้งโรงงานประกอบรถบัสไฟฟ้าและโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในประเทศมากขึ้น สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค
อย่างไรก็ตามความท้าทายใหญ่ที่ยังต้องจับตาในปี 2569 คือ “โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน” โดยเฉพาะสถานีชาร์จแบบ Fast Charge สำหรับรถบัสขนาดใหญ่ที่มีกินไฟสูง ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้ ขสมก. ประสานงานกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และการไฟฟ้านครหลวง (MEA) เพื่อวางโครงข่ายรองรับแผนการจัดหารถที่กำลังจะเกิดขึ้นในครึ่งปีหลัง
การเปลี่ยนจากรถเมล์สันดาปสู่ EV Bus 100% ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนเครื่องยนต์ แต่มันคือการเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของคนเมืองที่ต้องทนดมควันดำมานานหลายทศวรรษ ปี 2569 จึงเป็นปีแห่งบทพิสูจน์ว่า
หากภาครัฐเดินหน้าด้วยนโยบายที่ชัดเจน และเอกชนมีความพร้อมในการลงทุน ระบบขนส่งสาธารณะไทยก็สามารถก้าวขึ้นสู่ระดับสากลที่ทั้ง “สะอาด” และ “ยั่งยืน” ได้จริง