
‘อลงกรณ์’ ชงนายกฯ ปฏิรูปพลังงานชีวภาพ ดัน E20-B20 เป็นเชื้อเพลิงหลัก
“อลงกรณ์” ระบุ รัฐลดราคา E20-B20 ช่วยบรรเทาต้นทุนพลังงานระยะสั้น แต่ยังไม่พอพลิกโครงสร้างพลังงานไทยเสนอถอดโมเดลบราซิล ปั้นตลาดคาร์บอนเครดิตภาคบังคับ ลดพึ่งพาภาษี-กองทุนน้ำมันพร้อมคืนรายได้ไม่น้อยกว่า 60% สู่เกษตรกร ตั้งเป้าปฏิรูปเชื้อเพลิงชีวภาพให้ยืนได้ด้วยตัวเอง
KEY
POINTS
- นายอลงกรณ์ พลบุตร เสนอนายกรัฐมนตรีปฏิรูปโครงสร้างพลังงานชีวภาพ โดยผลักดันให้ E20 และ B20 เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงพื้นฐานของประเทศ
- เสนอให้เปลี่ยนจากการอุดหนุนราคาและลดภาษี มาใช้กลไกตลาดคาร์บอนเครดิตภาคบังคับ โดยถอดแบบความสำเร็จจากโครงการ RenovaBio ของบราซิล
- กลไกใหม่จะบังคับให้ผู้ค้าน้ำมันฟอสซิลต้องซื้อคาร์บอนเครดิตจากผู้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ และมีการแบ่งปันรายได้กลับสู่เกษตรกรเพื่อจูงใจให้ทำการเกษตรแบบยั่b20งยืน
การปรับลดราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 และดีเซล B20 ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนและลดต้นทุนพลังงานภาคธุรกิจได้ในระยะสั้น แต่โจทย์สำคัญของประเทศไทยคือการเปลี่ยนมาตรการอุดหนุนราคาให้เป็นยุทธศาสตร์พลังงานชีวภาพระยะยาว เพื่อสร้างระบบตลาดที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ ลดภาระการสูญเสียรายได้ภาษีและการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเสนอถอดแบบความสำเร็จจากบราซิล ใช้กลไกตลาดคาร์บอนเครดิตภาคบังคับเป็นเครื่องมือขับเคลื่อน
นายอลงกรณ์ พลบุตร ผู้ก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย (AIT) เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลมีมติปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน E20 ลง 5.60 บาทต่อลิตร และ B20 ลง 5.50 บาทต่อลิตร พร้อมใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงช่วยพยุงราคา ถือเป็นทิศทางที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดต้นทุนค่าขนส่งของภาคธุรกิจ และส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากผลผลิตทางการเกษตรของไทย ทั้งอ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน
ภายหลังการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยเฉพาะ E20 และ B20 ลงมาอยู่ที่ลิตรละ 33.50 บาทเท่ากัน มีผลตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2569 ส่งผลให้ส่วนต่างราคากับน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วไปกว้างขึ้น โดย B20 ถูกกว่าดีเซลปกติ 10.04 บาทต่อลิตร และ E20 ถูกกว่าแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ 8.54 บาทต่อลิตร
อย่างไรก็ตาม การกำหนดระยะเวลามาตรการไว้เพียง 3 เดือน โดยยังไม่มีแผนยุทธศาสตร์รองรับอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้การลดราคาครั้งนี้เป็นเพียงมาตรการแก้ปัญหาระยะสั้น ขณะที่ภาครัฐต้องสูญเสียรายได้จากภาษีสรรพสามิตนับหมื่นล้านบาท และอาจกลับมาเผชิญแรงกดดันต่อฐานะการคลังและสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอีกครั้งเมื่อมาตรการสิ้นสุดลง
ชงยุทธศาสตร์ 3 ระยะ ลดพึ่งพาเงินอุดหนุน
นายอลงกรณ์เสนอให้รัฐบาลเร่งจัดทำแผนยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างและเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยผลักดันให้ E20 และ B20 ก้าวขึ้นเป็นเชื้อเพลิงพื้นฐานของประเทศอย่างแท้จริง ไม่ใช่พึ่งพาการลดภาษีและการอุดหนุนราคาจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ได้เสนอให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เร่งกำหนดแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานชีวภาพอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เชื้อเพลิงที่ผลิตจากวัตถุดิบเกษตรภายในประเทศสามารถแข่งขันและยืนได้ด้วยกลไกตลาดในระยะยาว
ข้อเสนอสำคัญคือการนำโมเดลรีโนว่าไบโอ (RenovaBio) ของบราซิลมาประยุกต์ใช้ ซึ่งเป็นแนวทางการเปลี่ยนผ่านจากการอุดหนุนราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการ ไปสู่การใช้กลไกตลาดคาร์บอนเครดิตภาคบังคับ หรือ Decarbonization Credits (CBIO) โดยออกแบบให้ผู้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพและผู้ค้าน้ำมันฟอสซิลมีส่วนร่วมในระบบลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ปั้นตลาดคาร์บอนเครดิต บังคับผู้ค้าน้ำมันร่วมรับภาระ
สำหรับแนวทางที่ประเทศไทยสามารถนำมาปรับใช้ ประกอบด้วย 3 กลไกสำคัญ ได้แก่
- ประเมินการลดคาร์บอนตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (LCA) กำหนดให้โรงงานผลิตเอทานอลและไบโอดีเซลเข้าสู่ระบบประเมินการลดก๊าซเรือนกระจก ตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูกในแปลงเกษตรจนถึงปลายท่อไอเสีย โดยโรงงานและเกษตรกรที่ดำเนินการเกษตรอย่างยั่งยืน ไม่เผาแปลงอ้อย และใช้พลังงานสะอาด จะได้รับสิทธิในการออกคาร์บอนเครดิตมากขึ้น
- กำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันฟอสซิลร่วมรับภาระตามหลัก Polluter Pays Principle โดยกำหนดเป้าหมายการลดคาร์บอนภาคบังคับให้ผู้ค้าน้ำมันฟอสซิลต้องเข้าซื้อเครดิตคาร์บอนจากผู้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพผ่านตลาดทุน ซึ่งตามข้อมูลที่เสนอระบุว่า บราซิลสามารถสร้างมูลค่าซื้อขายหมุนเวียนได้กว่า 2-3 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินอุดหนุน
- แบ่งปันผลประโยชน์คืนสู่เกษตรกร (Benefit-Sharing) เสนอให้ตรากฎหมายกำหนดให้โรงงานจัดสรรรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตกลับคืนสู่เกษตรกรต้นน้ำไม่น้อยกว่า 60% เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูก หยุดการเผาแปลงเกษตร ซึ่งจะช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ควบคู่กับการสร้างรายได้เพิ่มเติมให้เกษตรกร
ตั้งเป้า 3-4 ปี พลิกเชื้อเพลิงชีวภาพสร้างรายได้เกษตรกร
นายอลงกรณ์ระบุว่า ประเทศไทยมีพื้นฐานอุตสาหกรรมเกษตรชีวภาพที่แข็งแกร่ง ทั้งด้านวัตถุดิบและศักยภาพการผลิต หากรัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง จะสามารถเปลี่ยนเชื้อเพลิงชีวภาพจากมาตรการช่วยเหลือด้านราคาให้กลายเป็นกลไกเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้ในระยะยาว
โดยเสนอให้ดำเนินการตามแนวทาง 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเตรียมการ ระยะเปลี่ยนผ่าน และระยะพัฒนากลไกตลาดให้สมบูรณ์ภายใน 3-4 ปีข้างหน้า เพื่อให้ระบบเชื้อเพลิงชีวภาพสามารถขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาด ลดการพึ่งพางบประมาณอุดหนุนและการลดภาษีของรัฐบาล
เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการลดต้นทุนพลังงานให้ประชาชนและภาคธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงภาคพลังงานกับภาคเกษตรกรรม สร้างตลาดใหม่จากคาร์บอนเครดิต เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และผลักดันประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ นายอลงกรณ์ระบุว่า ได้จัดทำรายงานพิเศษฉบับสมบูรณ์เกี่ยวกับแนวทางดังกล่าวเสร็จแล้ว และเตรียมส่งให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป







