
โซลาร์ภาคประชาชนเสี่ยงสะดุด เกณฑ์ใหม่รัฐตัดรายเล็กพ้นตลาด ช่างแห่ทิ้งงาน
จับตาโซลาร์ภาคประชาชนสะดุด เกณฑ์ใหม่รัฐตัดรายเล็กพ้นตลาด ผู้รับเหมารายเล็กกระอัก บ้านเสี่ยงชวดเงิน 5 หมื่น เกณฑ์ Vendor ขนาดติดตั้ง ภาษีใหม่กระทบทช่างและเจ้าของบ้าน
KEY
POINTS
- เกณฑ์ใหม่ของภาครัฐที่กำหนดให้ผู้ติดตั้งต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 500,000 บาท เพื่อขึ้นทะเบียน ทำให้ผู้รับเหมารายย่อยและช่างท้องถิ่นถูกตัดออกจากตลาด
- ผู้รับเหมารายย่อยที่ไม่สามารถขึ้นทะเบียนได้ตามเกณฑ์ใหม่ จำเป็นต้องทิ้งงานเนื่องจากไม่สามารถดำเนินการให้ลูกค้าขอรับเงินสนับสนุนจากรัฐได้ตามที่ตกลงไว้
- ข้อจำกัดด้านขนาดติดตั้งขั้นต่ำ 5 kWp และเงื่อนไขให้ประชาชนต้องสำรองจ่ายเงินเต็มจำนวนก่อนขอคืนภายหลัง สร้างภาระและปัญหากระแสเงินสดให้ผู้รับเหมา
จากกรณีที่โครงการโซลาร์ภาคประชาชน มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไข และหลักเกณฑ์ในการเข้าร่วมโครงการ ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดติดตั้งโซลาร์ภาคคัวเรือน
แหล่งข่าวจากวงการผู้ประกอบการและผู้รับเหมาติดตั้งโซลาร์เซลล์ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า เงื่อนไขใหม่ของภาครัฐกำลังกลายเป็นคอขวดสำคัญที่ทำให้ตลาดได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยประเด็นที่สร้างผลกระทบรุนแรงที่สุดคือการกำหนดให้การติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่จะเข้าร่วมโครงการ ต้องดำเนินการผ่านผู้ประกอบการที่ผ่านการขึ้นทะเบียน Vendor กับการไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน. (MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือกฟภ.(PEA) เท่านั้น
โดยหลักเกณฑ์ใหม่ได้แบ่งกลุ่มผู้ค้า (Vendor) ออกเป็น 4 ระดับตามทุนจดทะเบียน ประกอบด้วย
- กลุ่ม S ทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 500,000 บาท
- กลุ่ม M ทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท
- กลุ่ม L ทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 3,000,000 บาท
- กลุ่ม XL ทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 5,000,000 บาท
เงื่อนไขทุนจดทะเบียน 5 แสนตัดโอกาสรายเล็ก
แหล่งข่าวกล่าวว่า เงื่อนไขทุนจดทะเบียนเริ่มต้นที่ 500,000 บาท กำลังตัดโอกาสผู้รับเหมาขนาดเล็ก ช่างท้องถิ่น หรือฟรีแลนซ์จำนวนมากที่ไม่สามารถขึ้นทะเบียนตรงได้ ทำให้ไม่สามารถรับงานตรงในโครงการได้อีกต่อไป ส่งผลให้หลายรายต้องเร่งปรับโครงสร้างบริษัท หรือยอมถอยไปเป็นเพียงผู้รับเหมาช่วง (Sub-contractor) ให้กับบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งนอกจากจะถูกกดราคางาน ยังนำไปสู่ปรากฏการณ์ผู้ติดตั้งแห่ทิ้งงาน ทั้งในส่วนของสัญญาลูกค้าเดิมที่ตกลงไว้ก่อนหน้านี้ และงานที่ไม่เข้าเกณฑ์ของรัฐ เนื่องจากช่างไม่สามารถส่งมอบงานเพื่อขอรับสิทธิ์เงินสนับสนุนให้ลูกค้าได้ตามที่เคยรับปากไว้
นอกจากนี้ ข้อกำหนดด้านเทคนิคยังถือเป็นอีกหนึ่งข้อจำกัดสำคัญ โดยรัฐกำหนดให้ระบบที่จะขอรับเงินสนับสนุนต้องมีขนาด 5 kWp ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 10 kWp ซึ่งเปลี่ยนไปจากตลาดเสรีเดิมที่ครัวเรือนเคยเลือกติดตั้งขนาดเล็ก เช่น 3 kWp ได้ตามกำลังซื้อและพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า
ขณะที่ด้านเอกสารทางภาษีระบุชัดว่า ใบกำกับภาษีค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้ง ต้องระบุวันที่ตั้งแต่วันเปิดลงทะเบียน คือวันที่ 27 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไปเท่านั้น ส่งผลให้งานติดตั้งที่เซ็นสัญญาหรืออกใบกำกับภาษีก่อนหน้านี้ไม่สามารถนำมารับสิทธิ์ได้ สร้างความขัดแย้งระหว่างผู้รับเหมากับเจ้าของบ้านที่ต้องการสิทธิ์เงินสนับสนุน 50,000 บาทจากรัฐ
กระแสเงินสดทำผู้รับเหมาแบกต้นทุน
อย่างไรก็ดี อีกหนึ่งประเด็นวิกฤตคือ ระบบการเบิกจ่ายเงินสนับสนุน 50,000 บาท ที่กำหนดให้ประชาชนต้องสำรองจ่าย เงินเต็มจำนวน หรือกู้ยืมจากสถาบันการเงินก่อน แล้วจึงยื่นเรื่องเบิกเงินคืนผ่านระบบของรัฐในภายหลัง
"กลไกดังกล่าวทำให้ผู้รับเหมาต้องเผชิญภาวะตึงตัวด้านกระแสเงินสด (Cash Flow) อย่างรุนแรง เนื่องจากลูกค้ามักจะขอชะลอการจ่ายเงินงวดสุดท้าย หรือกดดันให้ผู้รับเหมาช่วยแบกรับภาระส่วนต่างไว้ก่อนจนกว่ารัฐจะอนุมัติเงินคืน หากผู้รับเหมาหมุนเงินไม่ทันก็เสี่ยงต่อการหยุดชะงักของงาน และเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการทิ้งงานกลางทางเพิ่มขึ้น"







