'โซลาร์รูฟล้านครัวเรือน' ติดคอขวด ขาดช่าง-ของไทยแพง-กริดไม่พร้อม
ION Ecnergy หนุนโซลาร์รูฟล้านหลัง แต่เตือนเป้า 1.5 ล้านครัวเรือนใน 1 ปีท้าทาย ชี้ช่างอาจขาด แผงไทยต้นทุนสูง พร้อมเร่ง Smart Meter-Smart Grid
KEY
POINTS
- เป้า 1.5 ล้านครัวเรือนทำได้ แต่ 1 ปีท้าทาย “ช่างโซลาร์” อาจกลายเป็นคอขวดสำคัญ ต้องเร่ง Upskill-Reskill พร้อมสร้างมาตรฐานผู้รับเหมา
- Made in Thailand ต้องดูเป็นรายอุปกรณ์ สายไฟ-Mounting ไทยพร้อมผลิต แต่แผง-Inverter ยังพึ่ง Supply Chain ต่างประเทศ เสนอคุม “คุณภาพ” มากกว่าคุม “แหล่งผลิต”
- Solar ต้องเดินพร้อม Smart Meter-Smart Grid พร้อมใช้ Net Billing และ On-bill Financing ลดภาระเงินก้อน เปิดทางประชาชนเป็นทั้งผู้ใช้และผู้ผลิตไฟฟ้า
มาตรการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนระดับ 1.5 ล้านครัวเรือน อาจกลายเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างพลังงานไทย เพราะไม่เพียงช่วยให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของต้นทุนพลังงาน แต่ยังสามารถเปลี่ยนบ้านแต่ละหลังจาก “ผู้ใช้ไฟ” ไปสู่การเป็น “ผู้ผลิตไฟ” ที่สามารถขายไฟส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบได้
อย่างไรก็ตาม การนำแผงโซลาร์เซลล์ขึ้นไปติดบนหลังคา 1.5 ล้านหลัง ไม่ได้มีโจทย์เพียงว่า “ประชาชนอยากติดหรือไม่” แต่ยังมีคำถามใหญ่ตั้งแต่ประเทศไทยมีช่างเพียงพอหรือไม่ อุปกรณ์ต้องผลิตในประเทศมากแค่ไหน Smart Meter และ Smart Grid พร้อมรองรับหรือยัง รวมถึงประชาชนจะหาเงินหลักแสนบาทจากไหนมาติดตั้งระบบ
พีรกานต์ มานะกิจ ประธานอำนวยการ บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ION ENERGY CORPORATION LIMITED) ให้สัมภาษณ์ว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานสะอาด โดยเฉพาะเมื่อปัญหาสำคัญที่ผ่านมา คือ “Affordability” หรือความสามารถในการเข้าถึง เนื่องจากโซลาร์ยังเป็นการลงทุนหลักแสนบาท แม้จะมีมาตรการลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท แต่ฐานผู้เสียภาษีของไทยยังมีข้อจำกัด การมีมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมจึงช่วยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงโซลาร์ได้กว้างขึ้น
“ช่างโซลาร์” ขาดแคลนเสี่ยงคอขวด
พีรกานต์มองว่า หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่สุดหากประเทศไทยต้องการเดินหน้าโซลาร์ระดับ 1.5 ล้านครัวเรือน คือจำนวน “ช่างติดตั้ง” เพราะช่างโซลาร์เป็นแรงงานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะ ไม่ใช่เพียงนำแผงขึ้นไปวางบนหลังคา แต่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า ความปลอดภัย และคุณภาพการติดตั้ง โดยประเมินว่าช่างอาจกลายเป็นคอขวดสำคัญของโครงการ หากต้องเร่งติดตั้งจำนวนมากภายในเวลาเพียงปีเดียว
อย่างไรก็ตาม โจทย์ดังกล่าวสามารถพลิกเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจได้ โดยภาครัฐควรเร่ง Training และ Upskill-Reskill แรงงาน เช่น ช่างไฟ ช่างแอร์ หรือแรงงานที่มีพื้นฐานเกี่ยวข้อง ให้สามารถพัฒนาทักษะมาเป็นช่างโซลาร์ ซึ่งเป็น Skilled Labor ที่มีรายได้สูงกว่าแรงงานขั้นต่ำ พร้อมวางระบบฝึกอบรม การรับรอง และคัดกรองผู้รับเหมา เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกันในตลาด
สำหรับเป้าหมายระดับล้านครัวเรือน พีรกานต์มองว่า ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สูงเกินความเป็นจริง เมื่อประเทศไทยมีประมาณ 20 ล้านครัวเรือน แต่สิ่งที่ท้าทายคือ Timeline หากต้องดำเนินการให้ได้ภายใน 1 ปี จึงเสนอว่าหากไม่สามารถใช้โควตาได้หมด รัฐอาจพิจารณาขยายระยะเวลา หรือยกงบประมาณบางส่วนไปสนับสนุนเทคโนโลยีในเฟสถัดไป เช่น ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่
แผงโซลาร์-Inverter ใช้ในไทยแพงกว่านำเข้า
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือแนวทางส่งเสริม Made in Thailand โดยพีรกานต์เห็นด้วยกับหลักการว่า หากอุปกรณ์ใดสามารถผลิตในประเทศได้ก็ควรสนับสนุน เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียน สร้างการผลิตและการจ้างงานในประเทศไทย แต่การกำหนด Local Content จำเป็นต้องพิจารณาตามความเป็นจริงของ Supply Chain ในแต่ละอุปกรณ์ ไม่ควรใช้เงื่อนไขเดียวกันทั้งหมด
อุปกรณ์หลักของระบบ Solar Rooftop สามารถแบ่งได้ 4 กลุ่ม ได้แก่ แผงโซลาร์เซลล์ Inverter สายไฟ และ Mounting หรือโครงสร้างติดตั้ง โดยสายไฟและ Mounting เป็นกลุ่มที่ประเทศไทยมีฐานการผลิตและมี Supply เพียงพอ จึงสามารถสนับสนุน Made in Thailand ได้ ขณะที่แผงและ Inverter มีข้อจำกัดแตกต่างออกไป
แผงโซลาร์เซลล์
- จีนผลิต 80-90% ของโลก
- Supply Chain ของวัตถุดิบสำคัญ เช่น Polysilicon กระจุกตัวอยู่ในจีน
- การผลิตในประเทศไทยจึงต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ
- โรงงานในไทยส่วนหนึ่งเป็นการประกอบ มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ และเน้นผลิตเพื่อส่งออก
"แผงนำเข้าอาจมีราคาอยู่ที่ประมาณ 3 บาทปลายถึง 4 บาทต้นต่อวัตต์ ขณะที่แผงทั่วไปที่ผลิตในประเทศอยู่ที่ประมาณ 5-6 บาทต่อวัตต์ และหากเป็นแผงผลิตในประเทศที่เป็น มอก. ราคาอาจขึ้นไปถึงหลัก 10 บาทต่อวัตต์ ทำให้ต้นทุนเป็นอีกปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณา หากรัฐต้องใช้เงินภาษีสนับสนุนโครงการในวงกว้าง"
Inverter
- อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ซับซ้อนแปลงไฟฟ้ากระแสตรงเป็นกระแสสลับ
- เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและระบบบริหารจัดการพลังงาน
- มีทั้ง Hardware, Software และเทคโนโลยี AI
- ผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นบริษัทจีน
ยกตัวอย่าง Sungrow ซึ่งทำธุรกิจ Inverter และแบตเตอรี่ ว่ามีงบวิจัยและพัฒนา หรือ R&D ระดับประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อสะท้อนว่าการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวขึ้นมาแข่งขันกับผู้ผลิตระดับโลกต้องใช้ทั้งเงินทุน องค์ความรู้ และระยะเวลา ดังนั้นแนวทางสำหรับแผงและ Inverter จึงควรเน้นการกำหนดมาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัย มากกว่าจำกัดเฉพาะแหล่งกำเนิดสินค้า
ทั้งนี้ แนวทางของกระทรวงอุตสาหกรรมล่าสุดมีเป้าหมายผลักดัน Supply Chain ในประเทศควบคู่กับการกำกับมาตรฐานอุปกรณ์ ตั้งแต่แผง Inverter สายไฟ แบตเตอรี่ ไปจนถึงอุปกรณ์ประกอบอื่น ๆ โดยมองโครงการ 1.5 ล้านครัวเรือนเป็นโอกาสสร้างการผลิตและการจ้างงานภายในประเทศ
Smart Meter-Smart Grid ต้องมาคู่โซลาร์
นอกจากความพร้อมของคนและอุปกรณ์แล้ว พีรกานต์มองว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาไปพร้อมกัน โดยเฉพาะ Smart Meter และ Smart Grid เพราะเมื่อบ้านจำนวนมากติดตั้งโซลาร์ รูปแบบระบบไฟฟ้าจะเปลี่ยนจากการส่งไฟทางเดียวจากโรงไฟฟ้ามายังผู้บริโภค ไปสู่ระบบที่ประชาชนสามารถเป็นทั้ง Consumer และ Producer หรือ “Prosumer” ได้พร้อมกัน
Smart Meter จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ เพราะสามารถแยกข้อมูลได้ว่าครัวเรือนซื้อไฟจากระบบเท่าใด และส่งไฟกลับเข้าระบบเท่าใด ต่างจากมิเตอร์จานหมุนแบบเดิมที่ไม่ได้ออกแบบมารองรับการซื้อขายไฟสองทิศทาง หากประเทศไทยต้องการเดินหน้า Net Billing ให้ประชาชนสามารถขายไฟส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบ การมี Smart Meter จึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะที่ Smart Grid จะมีบทบาทในการบริหาร Demand และ Supply ที่ซับซ้อนขึ้น ไม่ได้มีเพียง Solar Rooftop แต่ยังรวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV และ Data Center ซึ่งจะทำให้รูปแบบความต้องการใช้ไฟของประเทศเปลี่ยนแปลงไป การปรับปรุงโครงข่าย รวมถึงการนำระบบกักเก็บพลังงานไปติดตั้งตาม Substation จึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเสถียรภาพให้ระบบไฟฟ้าในอนาคต
อย่างไรก็ตาม พีรกานต์ประเมินว่า การติด Solar Rooftop ระดับล้านครัวเรือนยังไม่น่าจะทำให้ระบบไฟฟ้าได้รับผลกระทบรุนแรงในทันที เนื่องจากสัดส่วนการใช้ไฟของภาคครัวเรือนยังต่ำกว่าภาคอุตสาหกรรม แต่การเดินหน้าโครงการควรถูกใช้เป็นจังหวะในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าไปพร้อมกัน ไม่ควรรอจนระบบมีข้อจำกัดแล้วจึงเริ่มลงทุน
On-bill Financing ขายไฟช่วยผ่อนโซลาร์
อีกปัจจัยที่จะตัดสินว่าโซลาร์ล้านหลังเข้าถึงประชาชนได้จริงหรือไม่ คือเรื่องเงิน เนื่องจากระบบโซลาร์สำหรับบ้านยังมีมูลค่าระดับประมาณ 150,000-300,000 บาท แม้การลงทุนจะช่วยลดค่าไฟในระยะยาว แต่เงินก้อนแรกยังเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับหลายครัวเรือน
พีรกานต์จึงมองว่า On-bill Financing และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเป็นกลไกที่ตอบโจทย์ เพราะเปิดทางให้ประชาชนสามารถเป็นเจ้าของระบบ Solar ก่อน แล้วทยอยชำระผ่านบิลค่าไฟ แทนการต้องหาเงินหลักแสนบาทมาจ่ายทั้งหมดตั้งแต่วันแรก
หากเชื่อมกลไกดังกล่าวเข้ากับการขายไฟส่วนเกิน ระบบจะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะในช่วงกลางวันที่เจ้าของบ้านไม่ได้ใช้ไฟ Solar ยังสามารถผลิตไฟและขายกลับเข้าสู่ระบบได้ รายได้จากการขายไฟจึงสามารถเข้ามาช่วยลดภาระการผ่อนระบบ ทำให้หลังคาบ้านไม่ได้มีหน้าที่เพียงช่วย “ประหยัดค่าไฟ” แต่สามารถกลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างรายได้จากการผลิตพลังงานได้ด้วย
โซลาร์ล้านหลังต้องพร้อมทั้ง “คน-ของ-เงิน-โครงข่าย”
พีรกานต์มองว่า เป้าหมายโซลาร์ระดับล้านครัวเรือนไม่ใช่ตัวเลขที่เกินศักยภาพของประเทศไทย แต่หัวใจสำคัญคือการออกแบบนโยบายให้ทุกองค์ประกอบเดินไปพร้อมกัน ตั้งแต่การสร้างช่างติดตั้งที่มีมาตรฐาน การกำหนด Made in Thailand ให้สอดคล้องกับ Supply Chain ที่เกิดขึ้นจริง การเปิดทางให้นำเข้าอุปกรณ์ที่มีคุณภาพในส่วนที่ไทยยังผลิตไม่เพียงพอ ไปจนถึงการลงทุน Smart Meter และ Smart Grid
ขณะเดียวกัน ต้องทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการลงทุนได้จริงผ่านสินเชื่อและ On-bill Financing พร้อมเปิดช่องให้ไฟฟ้าที่ผลิตเหลือสามารถสร้างรายได้กลับคืนสู่ครัวเรือน และหากกรอบเวลา 1 ปีไม่เพียงพอต่อการติดตั้งตามเป้าหมาย ก็ควรเปิดทางให้ขยาย Timeline มากกว่าการเร่งดำเนินการจนเกิดข้อจำกัดด้านแรงงาน คุณภาพ หรือโครงสร้างพื้นฐาน
ท้ายที่สุด โจทย์ของ “โซลาร์ล้านหลัง” จึงไม่ใช่เพียงจำนวนแผงที่จะถูกนำขึ้นไปติดบนหลังคา แต่คือการสร้างระบบนิเวศพลังงานชุดใหม่ ที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาด มีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้า และทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศพร้อมรองรับโลกที่ผู้ใช้ไฟและผู้ผลิตไฟอาจเป็นคนคนเดียวกัน






