
ลุ้น "บอร์ดกลั่นกรอง" ดึงเงินกู้ 7 หมื่นล้าน แจก 5 หมื่นบาทติดโซลาร์รูฟลดค่าไฟ วันนี้(25 ก.ย.)
จับตาบอร์ดกลั่นกรอง พ.ร.ก.เงินกู้ 2 แสนล้าน ถก 25 ก.ย. เคาะ 3 โครงการพลังงาน 70,809 ล้าน มท.ชงแจก 5 หมื่นบาท/ครัวเรือน หนุนติดโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านหลัง ลดค่าไฟ ก่อนชง ครม. 29 ก.ย.
KEY
POINTS
- เสนอคณะกรรมการกลั่นกรองฯ วันที่ 25 ก.ย. เพื่อพิจารณาใช้งบเงินกู้กว่า 7 หมื่นล้านบาทสำหรับโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
- โครงการหลักคือการสนับสนุนเงิน 50,000 บาท ให้กับ 1 ล้านครัวเรือน เพื่อติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 กิโลวัตต์สำหรับลดค่าไฟฟ้า
- ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินที่เหลือใช้คืนเข้าระบบได้ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 10 ปี
- งบประมาณส่วนที่เหลือจะถูกใช้โดย กฟภ. และ กฟน. เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น มิเตอร์อัจฉริยะ และสถานีชาร์จ EV เพื่อรองรับพลังงานสะอาด
เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเสนอโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้ พ.ร.ก.เงินกู้ 2 แสนล้านบาท ที่มีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ ในวันที่ 25 กันยายน นี้ ก่อนจะนำเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีในวันที่ 29 กันยายน 2569 เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ลดการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาคประชาชนทั่วไป
ล่าสุดจากการตรวจสอบของ“ฐานเศรษฐกิจ ” พบว่า มี 3 หน่วยงานหลักภายใต้กระทรวงมหาดไทย ได้จัดทำข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณ ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าวส่งให้คณะกรรมการกลั่นกรองพิจารณา ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งเป็นโครงการเข้าข่ายอยู่ในกลุ่มที่ 2 ว่าด้วยการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาคประชาชนทั่วไป รวมวงเงินที่เสนอขอทั้ง 3 โครงการประมาณ 70,809.4 ล้านบาท
แจก 5 หมื่นบาทติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป
สำหรับโครงการที่มีวงเงินสูงสุด เป็นโครงการสนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) สำหรับภาคครัวเรือน ของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย วงเงิน 50,000 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ดำเนินการ 77 จังหวัด
โดยมีเป้าหมายสนับสนุนเงินทุนแก่ประชาชนที่มีคุณสมบัติและผ่านหลักเกณฑ์ เพื่อใช้ในการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาสำหรับผลิตไฟฟ้าใช้ภายในครัวเรือน จำนวน 1 ล้านครัวเรือน ในพื้นที่ให้บริการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 74จังหวัด และการไฟฟ้านครหลวง 3 จังหวัด ดำเนินการผ่านกฟน. กฟภ. และ/หรือผู้ประกอบการติดตั้งที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานที่กำหนด ในอัตราอุดหนุน 50,000 บาทต่อครัวเรือน สำหรับการติดตั้งระบบขนาดประมาณ 5 กิโลวัตต์ ซึ่งจะทำให้เกิดกำลังการผลิตติดตั้งจากพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 5,000 เมกะวัตต์(MW)
เปิดยื่นขายไฟเข้าระบบต.ค.นี้
โครงการดังกล่าวมีระยะเวลาดำเนินงานไว้ 1 ปี ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 ถึงเดือนกันยายน 2570 (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570) โดยจะจัดทำและประกาศคุณสมบัติหลักเกณฑ์ของผู้เข้าร่วมโครงการและประชาสัมพันธ์ในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2569 และเปิดให้ประชาชนที่สนใจยื่นความประสงค์ขอเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายได้ตั้งแต่พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป
สำหรับโครงการโซลาร์รูฟท็อปครัวเรือนนี้ สอดคล้องกับมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่ เห็นชอบแนวทางการส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป สำหรับภาคประชาชนประเภทบ้านอยู่อาศัย ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่รัฐจะรับซื้อไฟฟ้าจากที่เหลือใช้ในรูปแบบ Net Billing ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย มีระยะเวลารับซื้อ 10 ปี
ส่วนการเตรียมความพร้อมทาง กฟน.และกฟภ..ได้จัดทำบัญชีรายชื่อผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์ และผู้ประกอบการติดตั้ง (Vendor List) ที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและมาตรฐานที่กำหนด เพื่อให้ประชาชนใช้เป็นข้อมูลประกอบการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์และบริการภายใต้โครงการ โดยได้เปิดรับขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการติดตั้งและอุปกรณ์ Solar Rooftop ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมถึง 30 กันยายน 2569 และจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านการพิจารณามาตรฐานผลิตภัณฑ์ คุณสมบัติทางเทคนิค ความสามารถในการติดตั้ง การรับประกัน และการบริการหลังการขาย ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
ในส่วนของแผนการเบิกจ่ายเงิน จะเริ่มเบิกจ่ายค่าสนับสนุนการติดตั้งงวดแรกในเดือนธันวาคม 2569 โดยทยอยเบิกจ่ายเฉลี่ยเดือนละประมาณ 3,846.15 ล้านบาท ต่อเนื่องรวม 13 งวด จนครบวงเงิน 50,000 ล้านบาท
ลดซื้อไฟจากระบบปีละ 6,323 ล้านหน่วย
สำหรับผลที่คาดว่าจะได้รับ จากโครงการโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านครัวเรือน จะช่วยลดปริมาณการซื้อไฟฟ้าจากระบบได้ 6,323.62 ล้านหน่วยต่อปี (สิ้นสุดกันยายน 2570) และตลอดอายุโครงการรวม 121,618 ล้านหน่วย โดยคำนวณจากการผลิตไฟฟ้าปีที่ 1 รายละ 6,323.62 หน่วยต่อปี พร้อมสมมติฐานว่าแผงโซลาร์เสื่อมสภาพ (degrade)ในอัตรา 1% ปีแรก และ 0.4%
โครงการนี้ทางสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ประเมินไว้ว่า จะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าของครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการได้ 24,598.90 ล้านบาทต่อปี และตลอดอายุโครงการรวม 473,094.02 ล้านบาท โดยใช้สมมติฐานอัตราการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้เองทั้งหมด (Self-Consumption 100%) และค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่ 3.89 บาทต่อหน่วย และยังจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศได้ 2.96 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และตลอดอายุโครงการ 20 ปี รวม 56.94 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยใช้ค่า Emission Factor ที่ 0.4682 kgCO2e/kWh
ในขณะที่ความคุ้มค่าของโครงการรระบุว่า อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่วัดความคุ้มค่าต่อประเทศและสังคมโดยรวม (EIRR) ที่ 29.98% เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อาทิ การเพิ่มการจ้างงานติดตั้งและบำรุงรักษา Solar Rooftop การยกระดับมาตรฐานฝีมือแรงงานช่างไทย และการลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศ
กฟภ. พัฒนาระบบมิเตอร์อัจฉริยะ-BESS
นอกจากนี้ ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้ยื่นข้อเสนอโครงการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการ 74 จังหวัด มีวงเงินรวม 17,665 ล้านบาท ประกอบด้วย 4 โครงการย่อย ที่มีวัตถุประสงค์และบทบาทเชื่อมโยงกันในการยกระดับขีดความสามารถของระบบไฟฟ้าให้สามารถรองรับด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ มั่งคง และยั่งยืน มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 1 ปี ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 ถึงกันยายน 2570
ประกอบด้วยโครงการการพัฒนาระบบมิเตอร์อัจฉริยะและระบบกักเก็บพลังงานวงเงิน 15,380 ล้านบาท เป็นการจัดหาและติดตั้ง Smart Meter จำนวน 1,708,500 เครื่อง และการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ขนาดรวม 200 MWh ใน 16 พื้นที่เสี่ยงที่มีความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนสูง วงเงิน 3,880 ล้านบาท
สร้างสถานีชาร์จอีวี
นอกจากนี้ ยังมีโครงการจัดหาและพัฒนาระบบพยากรณ์และตรวจวัดสภาพอากาศ (RE Forecast) จำนวน 500 จุดทั่วประเทศ วงเงิน 185 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนระบบศูนย์ข้อมูลพยากรณ์พลังงานหมุนเวียนให้มีความแม่นยำสูงขึ้น ควบคู่ไปกับโครงการจัดหาและติดตั้งสถานีไฟฟ้าเคลื่อนที่ (Mobile Substation) ขนาด 50 MVA ต่อสถานี จำนวน 10 ชุด กำลังจ่ายไฟรวม 500 MVA วงเงิน 1,100 ล้านบาท เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการจ่ายไฟ ลดผลกระทบจากไฟฟ้าดับ และรองรับการเชื่อมต่อพลังงานสะอาดในพื้นที่ EEC, Data Center ตลอดจนนโยบาย Direct PPA
รวมถึงโครงการจัดสร้างสถานีอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ หรือ PEA VOLTA HUB จำนวน 50 แห่ง วงเงิน 1,000 ล้านบาท โดยมีกำลังอัดประจุไม่ต่ำกว่า 960 kW ต่อสถานี รองรับการใช้งานได้สูงสุด 960 คันต่อวันต่อสถานี และช่วยลดการปล่อยก๊าคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าได้ 25,017 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
สำหรับความคุ้มค่าของโครงการ กฟภ.ระบุว่า จะสามารถรองรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยที่มีศักยภาพสูงได้ถึง 900,000 ราย และรองรับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าที่ติดตั้ง Solar Rooftop ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงผู้ใช้ไฟฟ้าอัตรา TOU รวมกว่า 800,000 ราย ขณะที่อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ (EIRR) อยู่ในระดับสูง โดยโครงการสถานีไฟฟ้าเคลื่อนที่มี EIRR สูงสุดที่ 21.31% และมีอัตราผลตอบแทนทางด้านการเงิน (FIRR) อยู่ที่ 10.79% โครงการ PEA VOLTA HUB มี EIRR 18.60% (FIRR 9.37%) โครงการ Smart Meter และ BESS มี EIRR 13.20% (FIRR 6.26%) และโครงการระบบพยากรณ์ RE Forecast มี EIRR 12.43% สะท้อนถึงความคุ้มค่าเชิงโครงสร้างในการยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะของประเทศ
กฟน.เพิ่มประสิทธิภาพสายส่งรับโซลาร์-อีวี
ขณะที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ยื่นข้อเสนอโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะเพื่อรองรับพลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก และส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีเป้าหมายดำเนินการในพื้นที่บริการ 3 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ด้วยวงเงินรวม 3,144.40 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินโครงการ 1 ปี ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 ถึงเดือนกันยายน 2570
โครงการดังกล่าว มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเทคนิคที่เกิดจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) และการขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า เช่น ปัญหาแรงดันไฟฟ้าเกิน (Over Voltage) จากการไหลย้อนกลับของพลังงานไฟฟ้าในกลุ่มครัวเรือน ปัญหาแรงดันตก (Under Voltage) ช่วงที่มีการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าพร้อมกัน ตลอดจนภาวะโหลดเกิน (Overcapacity) ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อหม้อแปลงจำหน่ายและสายส่ง
ติดตั้ง Smart Meter 3 แสนชุด
สำหรับวงเงิน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ค่าลงทุนครุภัณฑ์ Smart Meter พร้อมระบบสื่อสาร จำนวน 300,000 ชุด วงเงิน 1,942.50 ล้านบาท (ราคาเฉลี่ยชุดละ 6,475 บาท) และค่าลงทุนครุภัณฑ์ระบบเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ จำนวน 1 ระบบ วงเงิน 1,201.90 ล้านบาท ซึ่งการจัดหาและพัฒนาระบบดังกล่าวนอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการวัดหน่วยไฟฟ้าและตรวจสอบคุณภาพระบบจำหน่ายในพื้นที่เมืองหลวงแล้ว ยังเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับคุณภาพบริการและการแจ้งเตือนเหตุไฟฟ้าขัดข้องได้อย่างรวดเร็ว
ในส่วนของผลลัพธ์และตัวชี้วัดความคุ้มค่าจากโครงการของ กฟน.ระบุว่า เพื่อรองรับการขายไฟฟ้าส่วนเกินจากประชาชนที่ติดตั้ง Solar Rooftop จำนวน 190,000 ราย และรองรับการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพิ่มขึ้นอีก 110,000 คัน ในพื้นที่นครหลวง โดยโครงการมีอัตราผลตอบแทนทางด้านเศรษฐศาสตร์ (EIRR) อยู่ที่ 12.96 % และมีอัตราผลตอบแทนทางด้านการเงิน (FIRR) อยู่ที่ 10.21 % ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงาน ลดการสูญเสียในระบบจำหน่าย และเตรียมความพร้อมให้กับโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะของเมืองหลวงเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดอย่างมั่นคงและยั่งยืน.





