
PDP 2026 เปลี่ยนระบบไฟฟ้าไทยจากรวมศูนย์สู่โครงข่ายกระจายศูนย์
ทีดีอาร์ไอ ชี้ ร่าง PDP 2026 พลิกโฉมโครงสร้างระบบไฟฟ้าไทยครั้งใหญ่จากระบบรวมศูนย์สู่โครงข่ายกระจายศูนย์ รับ 5 แรงกดดัน 'Prosumer-พลังงานสะอาด-Data Center-EV-มาตรการคาร์บอน' ดันไทยสู่ฐานการผลิตสีเขียว
KEY
POINTS
- แผน PDP 2026 จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบไฟฟ้าไทยครั้งใหญ่ จากระบบรวมศูนย์ที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ไปสู่ระบบไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ที่ใช้พลังงานสะอาดและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
- การเปลี่ยนแปลงนี้มีปัจจัยขับเคลื่อนจากความต้องการพลังงานสะอาดของภาคอุตสาหกรรม การเพิ่มขึ้นของผู้ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง (Prosumer) และมาตรการด้านคาร์บอนเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
- มีการปรับเกณฑ์วัดความมั่นคงของระบบไฟฟ้าใหม่ให้รองรับระบบกระจายศูนย์ และเพิ่มการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าเป็น 7 ภูมิภาคเพื่อควบคุมความต้องการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ
"ฐานเศรษฐกิจ" ร่วมกับ "โพสต์ทูเดย์" จัดงานสัมมนา BIG ISSUE: PDP 2026 ENERGY GREEN POWER "พลิกโฉมพลังงานไทย สู่ฐานการผลิตสีเขียว" ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพ ราชประสงค์ ช่วงหนึ่งของการเสวนาในหัวข้อ PDP 2026 : พลิกโฉมพลังงานไทย สู่ฐานการผลิตสีเขียว ซึ่งมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นต่าง ๆ
ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า ตนเป็นหนึ่งในอนุกรรมการร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) มองว่า การจัดทำร่างแผน PDP ฉบับใหม่ถือเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบไฟฟ้าครั้งใหญ่ของประเทศไทยหลังจากไม่มีการปรับปรุงมานานกว่า 8 ถึง 9 ปี โดยมีทิศทางสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านจากระบบไฟฟ้ารวมศูนย์ที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลเป็นหลัก (Enhanced Single Buyer) ไปสู่ระบบไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์หรือโครงข่ายสายสีเขียว (Partial Distribution) ที่มีความยืดหยุ่นและกระจายตัวมากขึ้น
การปรับเปลี่ยนดังกล่าวเกิดจากแรงกดดันเชิงโครงสร้าง 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของผู้ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าใช้เอง (Prosumer) ความต้องการพลังงานสะอาดอย่างเข้มข้นของภาคอุตสาหกรรม การเกิดกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหม่โดยเฉพาะศูนย์ข้อมูล (Data Center) การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบไฟฟ้าในภาพรวม (Electrification) รวมถึงข้อกำหนดด้านมาตรการคาร์บอนจากการส่งออก
ในประเด็นด้านพลังงานไฟฟ้าสีเขียว (Green Electricity) และอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (Green Tariff) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ดร.อารีพร ระบุถึงผลการศึกษาของ TDRI ว่า ภาคอุตสาหกรรมมีความต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดในสัดส่วนประมาณ 40% ภายในปี 2030 และจะเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 50% ภายในปี 2037
ในขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยมีสัดส่วนไฟฟ้าพลังงานสะอาดเพียง 10 ถึง 15% เท่านั้น การเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดภายในปี 2030 จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถทางการแข่งขันและปกป้องมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และเป้าหมายของกลุ่มพันธมิตร RE100 ที่ต้องการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2030
แผน PDP ได้ปรับเปลี่ยนเกณฑ์การวัดความมั่นคงจากเดิมที่พิจารณาเพียงปริมาณไฟฟ้าสำรอง (Reserve Margin) ในช่วงความต้องการสูงสุด มาเป็นการใช้เกณฑ์ดัชนีโอกาสเกิดไฟดับ โดยกำหนดมาตรฐานให้มีโอกาสเกิดไฟดับไม่เกิน 1 วันต่อปีเพื่อสร้างความมั่นใจว่าระบบไฟฟ้ายังคงมีความเสถียรสูงแม้จะเป็นระบบแบบกระจายศูนย์
นอกจากนี้ยังมีการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการระบบโครงข่ายไฟฟ้าจากเดิม 5 ภูมิภาค เพิ่มเป็น 7 ภูมิภาคเพื่อควบคุมและบริหารจัดการปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าในแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของการใช้ไฟฟ้าสูง พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้ใช้ไฟฟ้าปรับเปลี่ยนบทบาทไปสู่การเป็นผู้บริโภคที่มีบทบาทเชิงรุก (Active Consumer) หรือ Prosumer ที่สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองผ่านระบบโซลาร์รูฟท็อป มีระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ และสามารถทำการแลกเปลี่ยนซื้อขายไฟฟ้าได้ในอนาคตตามทิศทางนโยบาย







