
ราคาน้ำมันโลกพุ่งแรง WTI ปิด 91.48 เหรียญ Brent ทะลุ 96 เหรียญ สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านปะทุ
ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งแรง WTI ปิด 91.48 เหรียญ Brent ทะลุ 96 เหรียญ สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านปะทุเดือด หวั่นฮอร์มุซสะดุด เงินเฟ้อ-ดอกเบี้ยกดเศรษฐกิจโลก
KEY
POINTS
- ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดย WTI ปิดที่ 91.48 ดอลลาร์ และ Brent ทะลุ 96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อันเนื่องมาจากการปะทุของสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
- ความขัดแย้งทางทหารส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางการขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลาง ทำให้การขนส่งหยุดชะงักและอุปทานน้ำมันตึงตัว
- ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นได้ผลักดันให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในสหรัฐฯ แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
- สถานการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก และเพิ่มความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวลงหากราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง
ราคาน้ำมันโลกสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดปรับตัวขึ้นในวันศุกร์ (4 ก.ย.) และปิดตลาดสัปดาห์นี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก
หลังสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาเปิดฉากโจมตีทางทหารระหว่างกันอีกครั้งในเดือนที่ 7 ของความขัดแย้ง
ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกในสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
- สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 18 เซนต์ หรือ 0.2% ปิดที่ 91.48 เหรียญ/บาร์เรล
- สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้น 76 เซนต์ หรือ 0.8% ปิดที่ 96.28 เหรียญ/บาร์เรล
โดยตลอดทั้งสัปดาห์ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวขึ้น 7.6% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกือบ 10% เนื่องจากเส้นทางการขนส่งน้ำมันในตะวันออกกลางยังคงได้รับผลกระทบจากสงคราม
ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น รวมถึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลทั่วโลก พร้อมเพิ่มความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวลง หากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูงต่อไป
นักวิเคราะห์ระบุว่า ราคาดีเซลส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูง เนื่องจากตลาดคาดว่าเงินเฟ้อจะยังคงปรับตัวขึ้น
ราคาดีเซลสหรัฐฯแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ราคาดีเซลเฉลี่ยในสหรัฐฯ พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมาปะทุขึ้น และการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียโดยยูเครนส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานมากขึ้น โดยข้อมูลจาก AAA ระบุว่า ราคาดีเซลในสหรัฐฯ อยู่ที่เฉลี่ย 5.85 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอน
ทั้งนี้ ราคาดีเซลอาจปรับตัวขึ้นอีก เนื่องจากปริมาณน้ำมันสำรองลดลงอย่างมาก ขณะที่รัฐเกษตรกรรมในหลายพื้นที่ของสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวและเพาะปลูก โดยดีเซลเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับเครื่องจักรการเกษตร
อีกทั้งสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันเพื่อทำความร้อน ซึ่งเป็นสัญญาที่เทียบเคียงกับดีเซล ก็ปรับตัวขึ้นอย่างมากก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว
Citi ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยในไตรมาส 3 ขึ้นเป็น 86 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิม 80 เหรียญสหรัฐ โดยระบุว่าการเปิดเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งใช้เวลานานกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้
นักวิเคราะห์ของ ANZ ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ระยะสั้นขึ้นเป็น 95 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยมองว่าราคามีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นอีก หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง
เศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มการจ้างงาน 162,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. ซึ่งช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับความอ่อนแอของตลาดแรงงาน แต่ขณะเดียวกันก็เพิ่มเหตุผลสนับสนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FED) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย.
ตัวเลขจ้างงานแข็งแกร่งดันเฟดขึ้นดอกเบี้ย
นักวิเคราะห์ระบุว่า ตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งบ่งชี้ว่า เฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และปัจจัยดังกล่าวส่งผลกดดันต่อราคาน้ำมัน WTI
รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า ปริมาณการขนส่งน้ำมันผ่านตะวันออกกลางกลับมาใกล้เคียงระดับปกติในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์และผู้ติดตามการขนส่งทางเรือระบุว่า การขนส่งยังคงหยุดชะงักอย่างหนัก
ข้อมูลการเดินเรือเบื้องต้นระบุว่า มีเรือขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์เพียง 4 ลำแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซในวันพฤหัสบดี (3 ก.ย.) ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 10 วันที่ประมาณ 15 ลำอย่างมาก







