thansettakij
thansettakij
เจาะลึกกำไรโรงกลั่นไทย 8.67 หมื่นล้าน ‘พรายพล’ เปิดโปงกำไรสงครามกว่า 2.86 หมื่นล้าน

เจาะลึกกำไรโรงกลั่นไทย 8.67 หมื่นล้าน ‘พรายพล’ เปิดโปงกำไรสงครามกว่า 2.86 หมื่นล้าน

02 ก.ย. 69 | 04:20 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ก.ย. 69 | 04:20 น.

เจาะลึกกำไรโรงกลั่นไทย 8.67 หมื่นล้าน กำไรจริงแค่ไหน-ส่วนไหนมาจากสงคราม ศ.ดร.พรายพลแฉ War Windfall 2.86 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยวันละ 236 ล้านบาท จี้รัฐดังคืนผู้บริโภค

KEY

POINTS

  • ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ วิเคราะห์ว่ากำไรสุทธิรวม 8.67 หมื่นล้านบาทของ 5 โรงกลั่นไทยในครึ่งปีแรก มีส่วนที่เป็นกำไรจากสงคราม (War Windfall Profit) สูงถึง 2.86 หมื่นล้านบาท
  • กำไรส่วนเกินนี้เป็นผลมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าการกลั่นและกำไรจากสต็อกน้ำมัน (Stock Gain) เพิ่มขึ้นอย่างมาก
  • ภาครัฐได้ออกมาตรการส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น เพื่อดึงรายได้คืนจากโรงกลั่นแล้วประมาณ 8 พันล้านบาท ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกำไรส่วนเกินที่ประเมินไว้

ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว (Praipol Koomsup) เรื่อง “โรงกลั่นไทยกับกำไรจากสงครามอิหร่าน” โดยระบุว่า ครึ่งแรกปี 2569 บริษัทโรงกลั่นน้ำมันไทย 5 แห่งมีกำไรสุทธิรวมกว่า 86,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้อาจมีกว่า 28,000 ล้านบาทที่เป็นกำไรส่วนเพิ่มจากสงครามและภาวะราคาน้ำมันแพง  

คำถามไม่ใช่ว่าโรงกลั่นควรมีกำไรหรือไม่ แต่คือกำไรส่วนใดเป็นผลตอบแทนปกติ และส่วนใดเป็นลาภลอยที่สังคมควรมีส่วนแบ่ง

สงครามทำให้คนส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ทำให้บางธุรกิจได้กำไรมากขึ้น

ครึ่งแรกของปี 2569 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน  หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม ความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันยิ่งถีบตัวสูงขึ้นในสัดส่วนที่มากกว่า ส่งผลให้ค่าการกลั่นของโรงกลั่นเพิ่มขึ้นมาก

ผลประกอบการของบริษัทโรงกลั่นไทยจึงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด   TOP, IRPC, BCP, SPRC และ PTTGC ต่างมีกำไรในสองไตรมาสแรกปี 2569 สูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลายบริษัทที่เคยขาดทุนกลับมามีกำไรเป็นหมื่นล้านบาท

แต่กำไรเหล่านี้ไม่ได้มาจาก “ค่าการกลั่น” เพียงอย่างเดียว

กำไรจริง หรือกำไรจากสต๊อก

เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โรงกลั่นได้ประโยชน์อย่างน้อยสองทาง

ทางแรกคือ ค่าการกลั่นสูงขึ้น หากราคาน้ำมันสำเร็จรูป เช่น ดีเซลและน้ำมันอากาศยาน เพิ่มมากกว่าราคาน้ำมันดิบ

เจาะลึกกำไรโรงกลั่นไทย 8.67 หมื่นล้าน ‘พรายพล’ เปิดโปงกำไรสงครามกว่า 2.86 หมื่นล้าน

 

ทางที่สองคือ Stock Gain เมื่อน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ที่ซื้อเก็บไว้ก่อนหน้านี้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามราคาตลาด

ในไตรมาสแรกปี 2569 Stock Gain มีบทบาทสูงมาก ตัวอย่างเช่น TOP มีผลบวกจากสต๊อกและการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือรวมกว่า 16,000 ล้านบาท   ขณะที่ IRPC, BCP, SPRC และ PTTGC ต่างก็มีผลบวกจากสต๊อกหลายพันล้านบาท

แต่ Stock Gain ไม่ใช่กำไรจากประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยตรง  และเมื่อราคาน้ำมันลดลงก็สามารถพลิกเป็น Stock Loss ได้ทันที

นอกจากนี้ หลายบริษัทยังทำ Hedging เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านราคา  ทำให้กำไรจากราคาน้ำมันขาขึ้นบางส่วนถูกหักล้างด้วยการขาดทุนจากสัญญาป้องกันความเสี่ยง

ดังนั้น หากดูเพียงกำไรสุทธิแล้วสรุปว่าโรงกลั่นได้กำไรมหาศาล ก็อาจง่ายเกินไป เพราะเมื่อแยกกำไรจากค่าการกลั่นออกจากกำไรอื่นๆ  (Stock Gain/Loss,  Hedging, อัตราแลกเปลี่ยน และรายการพิเศษอื่นๆ) ภาพที่ได้จะชัดมากขึ้น

ในไตรมาสแรก กำไรเพิ่มจากทั้งค่าการกลั่น (ธุรกิจจริง) และ Stock Gain  แต่ใน ไตรมาสที่สอง แม้หลายบริษัทเริ่มมี Stock Loss กำไรก็ยังอยู่ในระดับสูง เพราะค่าการกลั่นและ margin จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นมาก

กล่าวง่าย ๆ คือ Q1 กำไรมาจากทั้งน้ำมันในถัง และธุรกิจจริง ส่วน Q2 กำไรเริ่มมาจากค่าการกลั่นจริงมากขึ้น

 

จึงพอสรุปได้ว่า โรงกลั่นไทยไม่ได้มีเพียงกำไรทางบัญชีจากสต๊อก แต่ได้ประโยชน์ทางการเงินจากธุรกิจจริงอีกด้วย

กำไรจากสงคราม 28,600 ล้านบาท

หากนำบริษัท 5 แห่ง ได้แก่ TOP, IRPC, BCP, SPRC และ PTTGC มารวมกัน (โดยไม่นับ ESSO/BSRC ซ้ำ เพราะกิจการเดิมของ ESSO เข้าไปรวมอยู่ในกลุ่มบางจากแล้ว) พบว่าในครึ่งแรกปี 2569 บริษัททั้งห้ามีกำไรสุทธิรวมประมาณ 86,700 ล้านบาท  เทียบกับการขาดทุนสุทธิเกือบ 2,000 ล้านบาทในครึ่งแรกของปีก่อนหน้า

ถ้าไม่มีสงคราม กำไรควรเป็นเท่าไร

จากการสร้างสถานการณ์สมมติ โดยอิงผลประกอบการก่อนหน้า  รวมทั้งระดับค่าการกลั่น Stock Gain/Loss และปัจจัยเฉพาะของแต่ละบริษัทในภาวะปกติ  เราประเมินได้ว่า  หากไม่มีสงครามและไม่มีภาวะขาดแคลนน้ำมันโลก  กำไรรวมของบริษัททั้งห้าน่าจะอยู่ประมาณ 58,100 ล้านบาท

ส่วนต่างราว 28,600 ล้านบาท จึงอาจเรียกได้ว่าเป็น War Windfall Profit หรือกำไรลาภลอยที่เกิดจากสงคราม หรือราวหนึ่งในสามของกำไรสุทธิในครึ่งแรกของปี 2569

  • กำไรสุทธิจริงของ 5 บริษัท H1/2569 = 86.7 พันล้านบาท
  • กำไรสมมติหากไม่มีสงคราม = ประมาณ 58.1 พันล้านบาท
  • War Windfall Profit = ประมาณ 28.6 พันล้านบาท
  • Windfall เฉลี่ย = ประมาณ 236 ล้านบาท/วัน
  • รายได้โรงกลั่นที่ลดลงจากส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น = ประมาณ 8 พันล้านบาท

ตัวเลข 28,600 ล้านบาทไม่ใช่รายการบัญชีที่บริษัทประกาศ แต่เป็นประมาณการเชิงเศรษฐศาสตร์เพื่อวัดกำไรส่วนที่เกินจากภาวะปกติ

หากนับช่วง 2 มีนาคมถึง 30 มิถุนายน รวม 121 วัน เท่ากับ Windfall Profit เฉลี่ยประมาณ 236 ล้านบาทต่อวัน 

ตัวเลขนี้น่าสนใจ เพราะในช่วงเวลาเดียวกัน ผู้บริโภคต้องจ่ายค่าน้ำมันสูงขึ้น ขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องรับภาระจำนวนมากเพื่อพยุงราคาขายปลีก

รัฐดึงกลับมาแล้วบางส่วน

ภาครัฐไม่ได้ปล่อยให้โรงกลั่นรับผลประโยชน์ทั้งหมด ในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม รัฐกำหนดส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลในอัตรา 2–5 บาทต่อลิตรในบางช่วง เพื่อลดภาระกองทุนน้ำมันและจำกัดการเพิ่มขึ้นของราคาขายปลีก   

เจาะลึกกำไรโรงกลั่นไทย 8.67 หมื่นล้าน ‘พรายพล’ เปิดโปงกำไรสงครามกว่า 2.86 หมื่นล้าน

 

จากการคำนวณโดยใช้ปริมาณจำหน่ายดีเซลในช่วงดังกล่าว  เราพบว่ารายได้ของโรงกลั่นลดลงจากมาตรการนี้ประมาณ 8,000 ล้านบาท   

กล่าวได้ว่า รัฐได้ดึงผลประโยชน์จากโรงกลั่นกลับมาช่วยผู้บริโภคและกองทุนน้ำมันแล้วส่วนหนึ่ง

แต่เมื่อเทียบกับ Windfall Profit ที่ยังอยู่ประมาณ 28,600 ล้านบาท  เงิน 8,000 ล้านบาทก็ยังเป็นเพียงบางส่วน และต้องย้ำว่า 8,000 ล้านบาทเป็นรายได้ที่ลดลง ไม่ใช่กำไรสุทธิที่หายไปเต็มจำนวน

Windfall Profit ควรจัดการอย่างไร

หากหลังหัก Stock Gain, Hedging และรายการพิเศษแล้ว โรงกลั่นยังมีกำไรส่วนเกินจากสงครามเกือบสามหมื่นล้านบาท รัฐควรทำอย่างไร

ทางเลือกหนึ่งคือ ภาษีลาภลอย หรือ Windfall Profit Tax โดยเก็บเฉพาะกำไรที่สูงเกินระดับปกติอย่างชัดเจน

อีกทางคือ ส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น แบบที่ประเทศไทยใช้อยู่ ซึ่งมีข้อดีตรงที่ลดต้นทุนผลิตภัณฑ์น้ำมันและช่วยกองทุนน้ำมันได้ทันที

แต่ไม่ว่าจะเลือกวิธีใด  สิ่งสำคัญกว่าคือการมีกติกาที่ชัดเจน โปร่งใส และรู้ล่วงหน้า  ไม่ใช่กำหนดขึ้นเป็นครั้ง ๆ ตามแรงกดดันทางการเมือง

โรงกลั่นควรมีกำไร เพราะเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูงและมีความเสี่ยง   

แต่ผู้บริโภคก็ไม่ควรเป็นฝ่ายแบกรับต้นทุนของวิกฤตเพียงฝ่ายเดียว ขณะที่ผลตอบแทนส่วนเกินจากวิกฤตตกอยู่กับผู้ผลิตทั้งหมด

ดังนั้น คำถามที่ควรถามไม่ใช่ว่า โรงกลั่นควรมีกำไรมากแค่ไหน?

แต่คือ กำไรส่วนไหนเป็นผลตอบแทนตามปกติของธุรกิจ และตั้งแต่จุดไหนขึ้นไปจึงเป็นกำไรจากวิกฤตที่สังคมควรมีส่วนแบ่ง

ถ้าเราไม่สร้างกติกาตอบคำถามนี้ไว้ก่อนวิกฤตครั้งต่อไป ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น  ประเทศไทยก็คงกลับมาเถียงเรื่องเดิมอีก และเมื่อยังไม่มีกติกา คนที่จ่ายก่อนก็มักจะเป็นผู้บริโภคเสมอ

ถ้าสงครามจบแล้วโรงกลั่นขาดทุน

หากสงครามลดความรุนแรง ช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติ ราคาน้ำมันและค่าการกลั่นลดลงอย่างรวดเร็ว Stock Gain อาจกลายเป็น Stock Loss และกำไรของโรงกลั่นอาจหดตัวแรง บางบริษัทอาจกลับไปขาดทุน

รัฐควรเข้าไปชดเชยให้หรือไม่

ในระบบตลาดหลักการควรชัดเจนและสมมาตร ถ้ากำไรในช่วงขาขึ้นเป็นของผู้ถือหุ้นขาดทุนในช่วงขาลงก็ควรเป็นของผู้ถือหุ้นเช่นเดียวกัน

คงเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายต่อประชาชน หากช่วงราคาขึ้นเอกชนเก็บกำไรไว้มาก แต่พอราคาลงกลับให้รัฐหรือผู้บริโภคช่วยรับภาระ

หมายเหตุแหล่งข้อมูล

ข้อมูลผลประกอบการและองค์ประกอบกำไรของ TOP, IRPC, BCP, SPRC และ PTTGC อ้างอิงจากงบการเงินของแต่ละบริษัท รวมทั้งข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำหรับไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ปี 2568–2569

ข้อมูลราคาน้ำมัน โครงสร้างราคาขายปลีก ปริมาณการใช้น้ำมัน และมาตรการส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น อ้างอิงจากกระทรวงพลังงาน 

ตัวเลข War Windfall Profit ประมาณ 28,600 ล้านบาท กำไรในกรณีไม่มีสงครามประมาณ 58,100 ล้านบาท และรายได้โรงกลั่นที่ลดลงจากมาตรการส่วนลดราคา ณ โรงกลั่นประมาณ 8,000 ล้านบาท เป็น ประมาณการของผู้เขียน ไม่ใช่ตัวเลขทางบัญชีที่บริษัทหรือหน่วยงานรัฐรายงานโดยตรง