
เจาะลึกกำไรโรงกลั่นไทย 8.67 หมื่นล้าน ‘พรายพล’ เปิดโปงกำไรสงครามกว่า 2.86 หมื่นล้าน
เจาะลึกกำไรโรงกลั่นไทย 8.67 หมื่นล้าน กำไรจริงแค่ไหน-ส่วนไหนมาจากสงคราม ศ.ดร.พรายพลแฉ War Windfall 2.86 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยวันละ 236 ล้านบาท จี้รัฐดังคืนผู้บริโภค
KEY
POINTS
- ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ วิเคราะห์ว่ากำไรสุทธิรวม 8.67 หมื่นล้านบาทของ 5 โรงกลั่นไทยในครึ่งปีแรก มีส่วนที่เป็นกำไรจากสงคราม (War Windfall Profit) สูงถึง 2.86 หมื่นล้านบาท
- กำไรส่วนเกินนี้เป็นผลมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าการกลั่นและกำไรจากสต็อกน้ำมัน (Stock Gain) เพิ่มขึ้นอย่างมาก
- ภาครัฐได้ออกมาตรการส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น เพื่อดึงรายได้คืนจากโรงกลั่นแล้วประมาณ 8 พันล้านบาท ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกำไรส่วนเกินที่ประเมินไว้
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว (Praipol Koomsup) เรื่อง “โรงกลั่นไทยกับกำไรจากสงครามอิหร่าน” โดยระบุว่า ครึ่งแรกปี 2569 บริษัทโรงกลั่นน้ำมันไทย 5 แห่งมีกำไรสุทธิรวมกว่า 86,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้อาจมีกว่า 28,000 ล้านบาทที่เป็นกำไรส่วนเพิ่มจากสงครามและภาวะราคาน้ำมันแพง
คำถามไม่ใช่ว่าโรงกลั่นควรมีกำไรหรือไม่ แต่คือกำไรส่วนใดเป็นผลตอบแทนปกติ และส่วนใดเป็นลาภลอยที่สังคมควรมีส่วนแบ่ง
สงครามทำให้คนส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ทำให้บางธุรกิจได้กำไรมากขึ้น
ครึ่งแรกของปี 2569 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม ความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันยิ่งถีบตัวสูงขึ้นในสัดส่วนที่มากกว่า ส่งผลให้ค่าการกลั่นของโรงกลั่นเพิ่มขึ้นมาก
ผลประกอบการของบริษัทโรงกลั่นไทยจึงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด TOP, IRPC, BCP, SPRC และ PTTGC ต่างมีกำไรในสองไตรมาสแรกปี 2569 สูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลายบริษัทที่เคยขาดทุนกลับมามีกำไรเป็นหมื่นล้านบาท
แต่กำไรเหล่านี้ไม่ได้มาจาก “ค่าการกลั่น” เพียงอย่างเดียว
กำไรจริง หรือกำไรจากสต๊อก
เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โรงกลั่นได้ประโยชน์อย่างน้อยสองทาง
ทางแรกคือ ค่าการกลั่นสูงขึ้น หากราคาน้ำมันสำเร็จรูป เช่น ดีเซลและน้ำมันอากาศยาน เพิ่มมากกว่าราคาน้ำมันดิบ
ทางที่สองคือ Stock Gain เมื่อน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ที่ซื้อเก็บไว้ก่อนหน้านี้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามราคาตลาด
ในไตรมาสแรกปี 2569 Stock Gain มีบทบาทสูงมาก ตัวอย่างเช่น TOP มีผลบวกจากสต๊อกและการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือรวมกว่า 16,000 ล้านบาท ขณะที่ IRPC, BCP, SPRC และ PTTGC ต่างก็มีผลบวกจากสต๊อกหลายพันล้านบาท
แต่ Stock Gain ไม่ใช่กำไรจากประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยตรง และเมื่อราคาน้ำมันลดลงก็สามารถพลิกเป็น Stock Loss ได้ทันที
นอกจากนี้ หลายบริษัทยังทำ Hedging เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านราคา ทำให้กำไรจากราคาน้ำมันขาขึ้นบางส่วนถูกหักล้างด้วยการขาดทุนจากสัญญาป้องกันความเสี่ยง
ดังนั้น หากดูเพียงกำไรสุทธิแล้วสรุปว่าโรงกลั่นได้กำไรมหาศาล ก็อาจง่ายเกินไป เพราะเมื่อแยกกำไรจากค่าการกลั่นออกจากกำไรอื่นๆ (Stock Gain/Loss, Hedging, อัตราแลกเปลี่ยน และรายการพิเศษอื่นๆ) ภาพที่ได้จะชัดมากขึ้น
ในไตรมาสแรก กำไรเพิ่มจากทั้งค่าการกลั่น (ธุรกิจจริง) และ Stock Gain แต่ใน ไตรมาสที่สอง แม้หลายบริษัทเริ่มมี Stock Loss กำไรก็ยังอยู่ในระดับสูง เพราะค่าการกลั่นและ margin จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นมาก
กล่าวง่าย ๆ คือ Q1 กำไรมาจากทั้งน้ำมันในถัง และธุรกิจจริง ส่วน Q2 กำไรเริ่มมาจากค่าการกลั่นจริงมากขึ้น
จึงพอสรุปได้ว่า โรงกลั่นไทยไม่ได้มีเพียงกำไรทางบัญชีจากสต๊อก แต่ได้ประโยชน์ทางการเงินจากธุรกิจจริงอีกด้วย
กำไรจากสงคราม 28,600 ล้านบาท
หากนำบริษัท 5 แห่ง ได้แก่ TOP, IRPC, BCP, SPRC และ PTTGC มารวมกัน (โดยไม่นับ ESSO/BSRC ซ้ำ เพราะกิจการเดิมของ ESSO เข้าไปรวมอยู่ในกลุ่มบางจากแล้ว) พบว่าในครึ่งแรกปี 2569 บริษัททั้งห้ามีกำไรสุทธิรวมประมาณ 86,700 ล้านบาท เทียบกับการขาดทุนสุทธิเกือบ 2,000 ล้านบาทในครึ่งแรกของปีก่อนหน้า
ถ้าไม่มีสงคราม กำไรควรเป็นเท่าไร
จากการสร้างสถานการณ์สมมติ โดยอิงผลประกอบการก่อนหน้า รวมทั้งระดับค่าการกลั่น Stock Gain/Loss และปัจจัยเฉพาะของแต่ละบริษัทในภาวะปกติ เราประเมินได้ว่า หากไม่มีสงครามและไม่มีภาวะขาดแคลนน้ำมันโลก กำไรรวมของบริษัททั้งห้าน่าจะอยู่ประมาณ 58,100 ล้านบาท
ส่วนต่างราว 28,600 ล้านบาท จึงอาจเรียกได้ว่าเป็น War Windfall Profit หรือกำไรลาภลอยที่เกิดจากสงคราม หรือราวหนึ่งในสามของกำไรสุทธิในครึ่งแรกของปี 2569
- กำไรสุทธิจริงของ 5 บริษัท H1/2569 = 86.7 พันล้านบาท
- กำไรสมมติหากไม่มีสงคราม = ประมาณ 58.1 พันล้านบาท
- War Windfall Profit = ประมาณ 28.6 พันล้านบาท
- Windfall เฉลี่ย = ประมาณ 236 ล้านบาท/วัน
- รายได้โรงกลั่นที่ลดลงจากส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น = ประมาณ 8 พันล้านบาท
ตัวเลข 28,600 ล้านบาทไม่ใช่รายการบัญชีที่บริษัทประกาศ แต่เป็นประมาณการเชิงเศรษฐศาสตร์เพื่อวัดกำไรส่วนที่เกินจากภาวะปกติ
หากนับช่วง 2 มีนาคมถึง 30 มิถุนายน รวม 121 วัน เท่ากับ Windfall Profit เฉลี่ยประมาณ 236 ล้านบาทต่อวัน
ตัวเลขนี้น่าสนใจ เพราะในช่วงเวลาเดียวกัน ผู้บริโภคต้องจ่ายค่าน้ำมันสูงขึ้น ขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องรับภาระจำนวนมากเพื่อพยุงราคาขายปลีก
รัฐดึงกลับมาแล้วบางส่วน
ภาครัฐไม่ได้ปล่อยให้โรงกลั่นรับผลประโยชน์ทั้งหมด ในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม รัฐกำหนดส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลในอัตรา 2–5 บาทต่อลิตรในบางช่วง เพื่อลดภาระกองทุนน้ำมันและจำกัดการเพิ่มขึ้นของราคาขายปลีก
จากการคำนวณโดยใช้ปริมาณจำหน่ายดีเซลในช่วงดังกล่าว เราพบว่ารายได้ของโรงกลั่นลดลงจากมาตรการนี้ประมาณ 8,000 ล้านบาท
กล่าวได้ว่า รัฐได้ดึงผลประโยชน์จากโรงกลั่นกลับมาช่วยผู้บริโภคและกองทุนน้ำมันแล้วส่วนหนึ่ง
แต่เมื่อเทียบกับ Windfall Profit ที่ยังอยู่ประมาณ 28,600 ล้านบาท เงิน 8,000 ล้านบาทก็ยังเป็นเพียงบางส่วน และต้องย้ำว่า 8,000 ล้านบาทเป็นรายได้ที่ลดลง ไม่ใช่กำไรสุทธิที่หายไปเต็มจำนวน
Windfall Profit ควรจัดการอย่างไร
หากหลังหัก Stock Gain, Hedging และรายการพิเศษแล้ว โรงกลั่นยังมีกำไรส่วนเกินจากสงครามเกือบสามหมื่นล้านบาท รัฐควรทำอย่างไร
ทางเลือกหนึ่งคือ ภาษีลาภลอย หรือ Windfall Profit Tax โดยเก็บเฉพาะกำไรที่สูงเกินระดับปกติอย่างชัดเจน
อีกทางคือ ส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น แบบที่ประเทศไทยใช้อยู่ ซึ่งมีข้อดีตรงที่ลดต้นทุนผลิตภัณฑ์น้ำมันและช่วยกองทุนน้ำมันได้ทันที
แต่ไม่ว่าจะเลือกวิธีใด สิ่งสำคัญกว่าคือการมีกติกาที่ชัดเจน โปร่งใส และรู้ล่วงหน้า ไม่ใช่กำหนดขึ้นเป็นครั้ง ๆ ตามแรงกดดันทางการเมือง
โรงกลั่นควรมีกำไร เพราะเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูงและมีความเสี่ยง
แต่ผู้บริโภคก็ไม่ควรเป็นฝ่ายแบกรับต้นทุนของวิกฤตเพียงฝ่ายเดียว ขณะที่ผลตอบแทนส่วนเกินจากวิกฤตตกอยู่กับผู้ผลิตทั้งหมด
ดังนั้น คำถามที่ควรถามไม่ใช่ว่า โรงกลั่นควรมีกำไรมากแค่ไหน?
แต่คือ กำไรส่วนไหนเป็นผลตอบแทนตามปกติของธุรกิจ และตั้งแต่จุดไหนขึ้นไปจึงเป็นกำไรจากวิกฤตที่สังคมควรมีส่วนแบ่ง
ถ้าเราไม่สร้างกติกาตอบคำถามนี้ไว้ก่อนวิกฤตครั้งต่อไป ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น ประเทศไทยก็คงกลับมาเถียงเรื่องเดิมอีก และเมื่อยังไม่มีกติกา คนที่จ่ายก่อนก็มักจะเป็นผู้บริโภคเสมอ
ถ้าสงครามจบแล้วโรงกลั่นขาดทุน
หากสงครามลดความรุนแรง ช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติ ราคาน้ำมันและค่าการกลั่นลดลงอย่างรวดเร็ว Stock Gain อาจกลายเป็น Stock Loss และกำไรของโรงกลั่นอาจหดตัวแรง บางบริษัทอาจกลับไปขาดทุน
รัฐควรเข้าไปชดเชยให้หรือไม่
ในระบบตลาดหลักการควรชัดเจนและสมมาตร ถ้ากำไรในช่วงขาขึ้นเป็นของผู้ถือหุ้นขาดทุนในช่วงขาลงก็ควรเป็นของผู้ถือหุ้นเช่นเดียวกัน
คงเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายต่อประชาชน หากช่วงราคาขึ้นเอกชนเก็บกำไรไว้มาก แต่พอราคาลงกลับให้รัฐหรือผู้บริโภคช่วยรับภาระ
หมายเหตุแหล่งข้อมูล
ข้อมูลผลประกอบการและองค์ประกอบกำไรของ TOP, IRPC, BCP, SPRC และ PTTGC อ้างอิงจากงบการเงินของแต่ละบริษัท รวมทั้งข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำหรับไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ปี 2568–2569
ข้อมูลราคาน้ำมัน โครงสร้างราคาขายปลีก ปริมาณการใช้น้ำมัน และมาตรการส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น อ้างอิงจากกระทรวงพลังงาน
ตัวเลข War Windfall Profit ประมาณ 28,600 ล้านบาท กำไรในกรณีไม่มีสงครามประมาณ 58,100 ล้านบาท และรายได้โรงกลั่นที่ลดลงจากมาตรการส่วนลดราคา ณ โรงกลั่นประมาณ 8,000 ล้านบาท เป็น ประมาณการของผู้เขียน ไม่ใช่ตัวเลขทางบัญชีที่บริษัทหรือหน่วยงานรัฐรายงานโดยตรง







