
ราคาน้ำมันโลกพุ่ง 5% WTI แตะ 90 เหรียญ หวั่นสหรัฐฯ-อิหร่านรบยืดเยื้อ กระทบอุปทาน
น้ำมันโลกเดือด WTI พุ่ง 5.2% แตะ 90.22 เหรียญต่อบาร์เรล สูงสุดรอบกว่า 1 เดือน ด้านเบรนท์ทะลุ 94 เหรียญ จับตาสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านลามช่องแคบฮอร์มุซ
KEY
POINTS
- ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นกว่า 5% ทะลุ 90 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน
- สาเหตุหลักมาจากความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์ความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่อาจยืดเยื้อ
- ความตึงเครียดดังกล่าวถูกมองว่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานน้ำมันในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ราคาน้ำมันโลกสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 5% ในวันอังคาร (1 ก.ย.)
เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลว่าการปะทะกันรอบใหม่ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านจะส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันในตะวันออกกลาง
- สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 4.46 เหรียญ หรือ 5.2% ปิดที่ 90.22 เหรียญ/บาร์เรล
- สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้น 4.16 เหรียญ หรือ 4.6% ปิดที่ 94.65 เหรียญ/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. และสัญญาน้ำมัน WTI ปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค. ท่ามกลางความวิตกกังวลว่าสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ อาจยืดเยื้อและลุกลามเป็นวงกว้าง
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุในวันอังคารว่า กองทัพสหรัฐฯได้โจมตีเป้าหมายของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ซึ่งการโจมตีระลอกใหม่นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ IRGC พยายามโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงพยายามโจมตีกองทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน
อิหร่านยังคงมีท่าทีแข็งกร้าว โดยเตือนว่าจะขัดขวางไม่ให้มีการส่งออกน้ำมันออกจากอ่าวเปอร์เซีย แม้ว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ว่าจะตอบโต้อิหร่านอย่างหนักหน่วง
และสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ระบุว่าจะลงโทษอิหร่านด้วยมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ก็ตาม
โดยเบสเซนต์ได้กล่าวต่อที่ประชุม G20 ในวันอังคารว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะกลายเป็นผืนน้ำที่ไร้ค่าภายในเวลาสองปี พร้อมกับเปิดเผยถึงแผนการเชิงรุกเพื่อกดดันเศรษฐกิจของอิหร่านอย่างหนัก ซึ่งรวมถึงการคว่ำบาตรธนาคารของอิหร่าน เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงทางการเงิน
สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังดุเดือด
ส่วนสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนยังคงเป็นไปอย่างดุเดือด โดยมีรายงานว่ากองกำลังทหารรัสเซียได้โจมตีทางอากาศในกรุงเคียฟและพื้นที่โดยรอบของยูเครนเมื่อช่วงเช้าวันอังคาร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 12 รายและบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งนับเป็นวันที่ 6 ติดต่อกันที่รัสเซียใช้ปฏิบัติการอันหนักหน่วงโจมตีเมืองหลวงของยูเครน
รัสเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับ 3 ของโลกในปี 2568 รองจากสหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบีย นอกจากนี้ รัสเซียยังเป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส
นักลงทุนจับตารายงานสต็อกน้ำมันดิบจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (EIA) ในวันนี้ (2 ก.ย.)
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า สต็อกน้ำมันดิบจะลดลง 800,000 บาร์เรลในรอบสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 28 ส.ค.







