thansettakij
thansettakij
หัวเว่ย ชู Smart Grid สร้างความมั่นคงพลังงานไทย รับยุค AI

หัวเว่ย ชู Smart Grid สร้างความมั่นคงพลังงานไทย รับยุค AI

28 ส.ค. 69 | 09:02 น.
อัปเดตล่าสุด :28 ส.ค. 69 | 09:33 น.

หัวเว่ย เสนอแนวทางพัฒนา Smart Grid ไทย ใช้มาตรฐานเปิดและ AI เชื่อมระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ รองรับ Data Center เศรษฐกิจ AI และการผลิตไฟฟ้าจากครัวเรือน

KEY

POINTS

  • หัวเว่ยเสนอเทคโนโลยี Smart Grid เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของไทยให้รองรับอนาคต
  • สถาปัตยกรรม Smart Grid ที่นำเสนอมีคุณสมบัติสำคัญ 2 ประการ คือ เป็นมาตรฐานเปิด (Open Standard) และขับเคลื่อนด้วย AI (AI Enabled) เพื่อบริหารจัดการระบบที่ซับซ้อน
  • เทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยเพิ่มเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า รองรับความต้องการพลังงานที่สูงขึ้นจาก Data Center และอุตสาหกรรม AI

นายวิลเลี่ยม จาง รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยในงาน KT Dialogue New Horizon Chapter 2: Smart Grid พลิกโฉมโครงข่ายพลังงานหมุนเวียนแห่งอนาคต จัดโดยกรุงเทพธุรกิจ ว่า หัวเว่ย มีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมพลังงานมานานกว่า 20 ปี โดยมีผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 1,000 คนที่สำนักงานใหญ่ ทำหน้าที่ศึกษาและวิจัยการเปลี่ยนผ่านของระบบไฟฟ้า เพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอนาคต

สำหรับประเทศไทย การพัฒนา Smart Grid ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการยกระดับระบบโครงข่ายไฟฟ้าทั่วไป แต่ต้องมองถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่รองรับอนาคต และมีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะเมื่อระบบไฟฟ้ากำลังเปลี่ยนจากการส่งพลังงานทางเดียว มาเป็นระบบที่มีการไหลของพลังงานสองทิศทาง

ชู 2 คุณสมบัติหลัก Smart Grid

นายวิลเลี่ยม กล่าวว่า สถาปัตยกรรม Smart Grid สำหรับอนาคตต้องมี 2 คุณสมบัติสำคัญ ได้แก่ มาตรฐานเปิด (Open Standard) และ การขับเคลื่อนด้วย AI (AI Enabled)

ปัจจุบันมีอุปกรณ์จำนวนมากเข้ามาเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้า ทั้งระบบกักเก็บพลังงาน แผงโซลาร์เซลล์ และเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ส่งผลให้ระบบไฟฟ้าเปลี่ยนจากการส่งพลังงานในทิศทางเดียวจากผู้ผลิตไปยังผู้ใช้ เป็นการส่งพลังงานแบบสองทิศทาง โดยครัวเรือนสามารถผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์และส่งกลับเข้าสู่ระบบได้

นายวิลเลี่ยม จาง รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ระบบโครงข่ายมีความซับซ้อนมากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีมาตรฐานเปิด เพื่อให้อุปกรณ์หลากหลายประเภทสามารถเชื่อมต่อและทำงานร่วมกันได้ ขณะเดียวกันต้องนำ AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการระบบ พยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า และแจ้งเตือนความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในโครงข่ายล่วงหน้า

3 เทคโนโลยีหลัก ยกระดับโครงข่ายไฟฟ้า

หัวเว่ย ชู Smart Grid สร้างความมั่นคงพลังงานไทย รับยุค AI

หัวเว่ย มองว่าโครงสร้างพื้นฐานของ Smart Grid จำเป็นต้องประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ SPLC, ECU และ IOC

SPLC (Super High Speed Power Line Transmission) เป็นเทคโนโลยีส่งสัญญาณผ่านสายส่งไฟฟ้าความเร็วสูง ช่วยรวบรวมข้อมูลจากอุปกรณ์ต่าง ๆ และส่งต่อไปยังสถานีไฟฟ้าและระบบโครงข่ายได้ในระดับนาที

ECU (Edge Computing Unit) ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลในระดับปลายทาง ตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ ใช้ AI วิเคราะห์และพยากรณ์ข้อมูล พร้อมส่งสัญญาณแจ้งเตือนล่วงหน้าไปยังอุปกรณ์ที่อยู่ภายใต้หม้อแปลงไฟฟ้าเดียวกัน

ขณะที่ IOC (Intelligent Operation Center) เปรียบเสมือนสมองของระบบ ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าผ่าน AI เนื่องจากระบบไฟฟ้ายุคใหม่มีความซับซ้อนมากขึ้นจนไม่สามารถบริหารจัดการด้วยมนุษย์เพียงอย่างเดียว โดย AI จะเข้ามาช่วยพยากรณ์ความต้องการใช้พลังงานและแจ้งเตือนล่วงหน้า เพื่อลดความเสี่ยงจากปัญหาไฟฟ้าดับในวงกว้าง

ตั้ง 4 KPI วัดประสิทธิภาพระบบ

หัวเว่ย ชู Smart Grid สร้างความมั่นคงพลังงานไทย รับยุค AI

สำหรับการสร้างโครงข่ายไฟฟ้าที่มีความทนทานและสามารถฟื้นตัวได้รวดเร็ว Huawei เสนอ 4 ตัวชี้วัดประสิทธิภาพหลัก ได้แก่ การอ่านข้อมูลจากมิเตอร์ภายใน 1 นาที การคำนวณการสูญเสียพลังงานในสายส่งของหม้อแปลงไฟฟ้าภายใน 1 นาที การตรวจสอบและดูแลระบบและอุปกรณ์ภายใน 1 นาที และการควบคุมอุปกรณ์ทั้งหมดจากระยะไกลในระดับ วินาที

รองรับ Data Center-เศรษฐกิจ AI

นายวิลเลี่ยม กล่าวอีกว่า การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าที่รองรับอนาคตจะมีส่วนช่วยสร้าง อธิปไตยทางพลังงาน (Energy Sovereignty) ของไทย ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนและความตึงเครียด ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบพลังงานของหลายประเทศ

ในระดับรัฐบาล Smart Grid จะช่วยเพิ่มเสถียรภาพและความยืดหยุ่นของโครงข่ายไฟฟ้า รวมถึงรองรับการซื้อขายไฟฟ้า (Power Trading) และการพัฒนาโรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plants) ในอนาคต

ส่วนภาคธุรกิจ ระบบดังกล่าวจะช่วยรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของ Data Center และอุตสาหกรรม AI ในประเทศไทย ตลอดจนสนับสนุนการลดคาร์บอนของภาคธุรกิจและการขอรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมหรือ Green Certifications

ขณะที่ภาคประชาชนจะได้รับประโยชน์จากโครงข่ายไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพมากขึ้น รองรับการขยายตัวของระบบขนส่งไฟฟ้า และเปิดโอกาสให้ครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์สามารถส่งไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบเพื่อสร้างรายได้เสริม หรือ Solar Income พร้อมเพิ่มความมั่นใจในการเข้าถึงไฟฟ้าที่มีความเสถียรและน่าเชื่อถือในชีวิตประจำวัน