
โลกเร่งเปลี่ยนสู่เชื้อเพลิงการบินสีเขียว "เวทีนานาชาติ" ชี้เอเชียได้เปรียบชีวมวล อินเดียจ่อกักน้ำมันใช้แล้วผลิต SAF
เวทีเสวนาพลังงานระดับภูมิภาคชี้ชะตาอนาคตการบินโลก เผยเอเชียแปซิฟิกกุมความได้เปรียบด้านวัตถุดิบชีวมวลมหาศาล พร้อมดัน SAF เป็นทางลัดสู่ Net Zero หลังพบสัดส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกพุ่ง 3% ของโลก ด้านผู้เชี่ยวชาญรุมวิเคราะห์ปมร้อน "ราคา-เทคโนโลยี-นโยบาย" จับตาอินเดียจ่อแบนส่งออกน้ำมันพืชใช้แล้ว หวังเก็บไว้ผลิตใช้เองเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน
KEY
POINTS
- ทั่วโลกกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน โดยภูมิภาคเอเชียมีความได้เปรียบด้านวัตถุดิบชีวมวล
- อินเดียกำลังพิจารณามาตรการระงับการส่งออกน้ำมันพืชใช้แล้ว (UCO) เพื่อสำรองไว้สำหรับผลิต SAF ภายในประเทศ
- ความท้าทายสำคัญของ SAF คือราคาสูงกว่าน้ำมันเจ็ทถึง 2.5 เท่า โดยมีการเสนอ "สิงคโปร์โมเดล" ที่เก็บค่าธรรมเนียมจากผู้โดยสารเป็นแนวทางแก้ไข
“ฐานเศรษฐกิจ” ได้ร่วมติดตามคณะศึกษาดูงานที่นำโดย ดร.บุรินทร์ สุขพิศาล ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจชีวภาพ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติ (กนป.) และนักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งนำตัวแทนเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี เดินทางไปศึกษาดูงานที่ประเทศมาเลเซีย คณะประกอบด้วย นายสุมาตร อินทรมณี ประธานแปลงใหญ่ปาล์มน้ำมันภาคใต้ และนายกสมาคมชาวสวนปาล์มสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วย นายมิตร เมืองดี ที่ปรึกษาสมาคมชาวสวนปาล์มสุราษฎร์ธานี โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม
การเดินทางครั้งนี้มีขึ้นเพื่อเข้าร่วมงาน "MyAero Sustainable Aviation APAC Symposium 2026" (MSAAS 2026) ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน–2 กรกฎาคม 2569 โดยมีเป้าหมายศึกษาทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมโอเลโอเคมี (Oleochemicals) และการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ตลอดจนสำรวจแนวทางการต่อยอดผลผลิตปาล์มน้ำมันสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง แลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับภาคอุตสาหกรรมและผู้กำหนดนโยบายของมาเลเซีย เพื่อสร้างโอกาสยกระดับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยสู่ห่วงโซ่พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจชีวภาพในอนาคต.
เปิดยุทธศาสตร์ SAF: โอกาสทองในวิกฤตคาร์บอน
จากการเสวนาเจาะลึกทิศทางน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ซึ่งเป็นน้ำมันเครื่องบินที่ผลิตจากชีวมวล เช่น น้ำมันพืชใช้แล้ว และน้ำมันปาล์ม ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้สูงสุดถึง 80% พบว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังกลายเป็นสมรภูมิสำคัญ โดยภายในปี 2035 ภูมิภาคนี้จะมีส่วนแบ่งการเดินทางทางอากาศสูงถึง 40% ของโลก และตลาดใหญ่อย่างจีนและอินเดียกำลังจะแซงหน้าสหรัฐฯ ในฐานะตลาดการบินในประเทศที่ใหญ่ที่สุด
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีวัตถุดิบเหลือเฟือ แต่ความท้าทายสำคัญคือการเปลี่ยนโมเมนตัมนี้ให้กลายเป็นความเชื่อมั่นของนักลงทุน (Certainty) เพื่อสร้างตลาดรองรับที่ชัดเจน
ปมราคา 2.5 เท่าชู "สิงคโปร์โมเดล" ทางออกค่าตั๋วแพง
ในประเด็นด้านราคาที่ปัจจุบัน SAF สูงกว่าน้ำมันเจ็ททั่วไปถึง 2.5 เท่า เป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงตลาด ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบาย ได้ชูโมเดล "ระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียม" (Levy System) ของสิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ โดยเป็นการเก็บเงินจากผู้โดยสารอย่างโปร่งใสตามระยะทางและชั้นที่นั่ง เพื่อนำไปซื้อ SAF ให้ได้ตามเป้าหมายผสม 1%
ระบบนี้มีความยืดหยุ่นสูง (Flexible) หากราคา SAF ในตลาดผันผวนพุ่งสูงขึ้น รัฐสามารถปรับลดสัดส่วนการผสมลงเพื่อให้ต้นทุนคงที่ ซึ่งเป็นการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพและสร้างความแน่นอนให้กับโครงการลงทุน (FID) [3]
อินเดียขยับตัว เล็งคุมส่งออก UCO—เร่งเครื่องเอทานอล 2G
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานชีวภาพ ระบุว่า "วัตถุดิบ" คือหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะน้ำมันพืชใช้แล้ว (UCO) ซึ่งปัจจุบันอินเดียกำลังพิจารณามาตรการระงับการส่งออกเพื่อสงวนไว้ใช้ผลิต SAF ภายในประเทศ นอกจากนี้ยังต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยี "ตัวเร่งปฏิกิริยา" (Catalyst) ที่ปัจจุบันยังมีผู้ผลิตน้อยรายในตลาด
ในส่วนของแรงกดดันจากยุโรปเรื่องการใช้พืชอาหารผลิตเชื้อเพลิง (1G Ethanol) อินเดียได้เตรียมพร้อมเปลี่ยนผ่านสู่ เอทานอลรุ่นที่ 2 (2G Ethanol) ที่ผลิตจากเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ซึ่งมีความพร้อมทางเทคนิคแล้วกว่า 60-70% เพื่อใช้ในกระบวนการ Alcohol-to-Jet (ATJ) สำหรับผลิต SAF เพื่อการส่งออกและใช้ในประเทศตามมาตรฐานสากล
สรุปโรดแมปสู่เป้าหมาย Net Zero
อุตสาหกรรมการบินถือเป็นภาคส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 3% ของปริมาณทั้งหมดทั่วโลก SAF จึงเป็นเครื่องมือที่เร็วที่สุดในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ โดยเป้าหมายถัดไปคือการสร้างโครงสร้างนโยบายที่ชัดเจนร่วมกันทั้งภูมิภาค เพื่อกำหนดหมุดหมายการผสมน้ำมันจาก 1% เป็น 2% และ 5% ตามลำดับ ซึ่งหากทำได้สำเร็จ เอเชียแปซิฟิกจะไม่ใช่แค่ผู้ใช้ แต่จะเป็น "ผู้ส่งออก" รายใหญ่ที่จะนำพาความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจมาสู่ภูมิภาคอย่างยั่งยืน







