thansettakij
thansettakij
ลุยลงทุน Green Energy สะพัด 7.5หมื่นล้าน โซลาร์ฟาร์ม-พลังงานลม-โซลาร์รูฟฯมาแรง

ลุยลงทุน Green Energy สะพัด 7.5 หมื่นล้าน โซลาร์ฟาร์ม-พลังงานลม-โซลาร์รูฟฯมาแรง

24 มิ.ย. 69 | 03:58 น.
อัปเดตล่าสุด :24 มิ.ย. 69 | 04:34 น.

กลุ่มทุนพลังงานเร่งขยายพอร์ต Green Energy แห่ยื่นขอผลิตไฟฟ้า 283 โครงการ กำลังผลิตรวมกว่า 2,333 เมกะวัตต์ คาดเงินลงทุนสะพัดกว่า 7.5 หมื่นล้านบาท ดันโซลาร์ฟาร์ม-พลังงานลม-โซลาร์รูฟท็อปขึ้นแท่นดาวเด่น รับกระแสเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด

KEY

POINTS

  • ภาคเอกชนและกลุ่มทุนพลังงานเตรียมลงทุนในโครงการพลังงานสะอาดระลอกใหม่ คิดเป็นเม็ดเงินสะพัดกว่า 7.5 หมื่นล้านบาท
  • พลังงานลมเป็นกลุ่มที่สร้างเม็ดเงินลงทุนสูงสุดกว่า 3.1 หมื่นล้านบาท ตามมาด้วยโซลาร์ฟาร์มที่คาดว่าจะมีการลงทุนกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท
  • โซลาร์รูฟท็อปมีจำนวนโครงการมากที่สุด โดยภาคธุรกิจและโรงงานเร่งติดตั้งเพื่อลดต้นทุนค่าไฟฟ้า คาดว่าจะเกิดการลงทุนกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท

จากที่ “ฐานเศรษฐกิจ ”ได้นำเสนอความเคลื่อนไหวของกลุ่มทุนพลังงาน ภาคธุรกิจ และเอกชน ในการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้อนุมัติใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ช่วงตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งโครงการส่วนใหญ่อยู่ระหว่างการพัฒนาและก่อสร้างมีจำนวน 449 โครงการ คิดเป็นกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 1,607.58 เมกะวัตต์ คาดจะก่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุนรวมประมาณ 71,035-88,039 ล้านบาท

ลุยลงทุน Green Energy สะพัด 7.5 หมื่นล้าน โซลาร์ฟาร์ม-พลังงานลม-โซลาร์รูฟฯมาแรง

ล่าสุดจากการรายงานของกกพ.พบว่า กลุ่มทุนพลังงาน ภาคธุรกิจและเอกชน ยังมีการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง จากนโยบายภาครัฐ โครงการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed - in Tariff (FIT) ปี 2565-2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง ทั้งจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม ประกอบกับการตื่นตัวของภาคธุรกิจและเอกชนที่หันมาติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังตา หรือโซลาร์รูฟท็อป เพื่อลดต้นทุนด้านพลังงาน

เอกชนแห่ยื่นขอผลิตไฟฟ้า

ทั้งนี้ จากการเก็บสถิติตั้งแต่ปี 2568 ถึงปัจจุบัน มีกลุ่มทุนพลังงาน ภาคธุรกิจและเอกชน ต่างทยอยแจ้งความประสงค์ในการยื่นขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า จาก กกพ.อย่างต่อเนื่อง โครงการส่วนใหญ่อยู่ในขั้นตอนเปิดรับฟังความคิดเห็น เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาในขั้นตอนการออกใบอนุญาตต่อไปนั้น มีจำนวนถึง 283 โครงการ คิดเป็นกำลังผลิตติดตั้งรวมกว่า 2,333.89 เมกะวัตต์ คาดว่าจะก่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท

สำหรับเม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มพลังงานลม (Wind Power) ซึ่งแม้จะมีจำนวนโครงการใน Pipeline เพียง 6 โครงการ แต่มีสัดส่วนกำลังผลิตรวมสูงถึง 527.70 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สร้างเม็ดเงินลงทุนสะพัดสูงสุดกว่า 31,662 ล้านบาท โครงการที่โดดเด่นและเป็นที่จับตามองของนักลงทุนคือ โครงการ เอ ซี เอท (AC8) ของบริษัท บลู สกาย วินด์ พาวเวอร์ 31 จำกัด ขนาดกำลังผลิต 90 เมกะวัตต์ ที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 6,033 ล้านบาท หรือคิดเป็นต้นทุนการลงทุนประมาณ 67 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์

ลุยลงทุน Green Energy สะพัด 7.5 หมื่นล้าน โซลาร์ฟาร์ม-พลังงานลม-โซลาร์รูฟฯมาแรง

เช่นเดียวกับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมของบริษัท ด่านขุนทด วินด์ วัน จำกัด ขนาด 89.70 เมกะวัตต์ ที่เตรียมงบลงทุนไว้ประมาณ 4,900 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีโครงการขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น โครงการของบริษัท อีสานพลังงานสะอาด จำกัด ขนาด 90 เมกะวัตต์ และบริษัท วายุ เพาเวอร์ จำกัด ขนาด 78 เมกะวัตต์

ลุยลงทุน Green Energy สะพัด 7.5 หมื่นล้าน โซลาร์ฟาร์ม-พลังงานลม-โซลาร์รูฟฯมาแรง

ทั้งนี้ ทำให้เห็นว่ากลุ่มพลังงานลมเพียงกลุ่มเดียวจะสร้างการลงทุนได้สูงถึง 31,662 ล้านบาท ซึ่งความน่าสนใจของพลังงานลมในยุคปัจจุบันคือความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้สม่ำเสมอมากขึ้นและสอดคล้องกับความต้องการไฟฟ้าในบางช่วงเวลาที่พลังงานแสงอาทิตย์ไม่สามารถผลิตได้ ส่งผลให้โครงการในพื้นที่ภาคอีสานและภาคกลางตอนบนกลายเป็นจิกซอว์ชิ้นสำคัญ ที่กลุ่มทุนพลังงานเร่งดำเนินการรับฟังความเห็นเพื่อประกอบการจัดทำรายงาน CoP เพื่อให้ได้รับใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าในลำดับถัดไปภายใต้กรอบเวลาของ โครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565-2573

โซลาร์ฟาร์มแจ้งเกิดเพียบ

ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (Solar Farm) ยังคงเป็นหัวหอกสำคัญของพอร์ตกรีน มีโครงการที่อยู่ระหว่างการอนุมัติใบอนุญาตประมาณ 45 โครงการ มีกำลังผลิตรวมถึง 903.62 เมกะวัตต์ คาดว่าจะสร้างเม็ดเงินลงทุนสะพัดกว่า 22,590 ล้านบาท โดยโครงการส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มบิ๊กทุน เช่น โครงการโรงไฟฟ้าแสงอรุณ คลีน เอ็นเนอร์จี ในจังหวัดเพชรบูรณ์ ขนาด 155.161 เมกะวัตต์ ที่ระบุใช้เม็ดเงินลงทุนสูงถึง 4,321.52 ล้านบาท และโครงการโรงไฟฟ้าอนุรักษ์ กรีน เพาเวอร์ ขนาด 107.751 เมกะวัตต์ พร้อมกับระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ใช้งบลงทุนถึง 3,141.14 ล้านบาท

โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน กำลังการผลิตติดตั้ง 90.00 เมกะวัตต์ ของ บริษัท เอ็นพีวัตต์ จำกัด และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 77.01 เมกะวัตต์ ของบริษัท แสงสยาม จำกัดเป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าธุรกิจโซลาร์ฟาร์มในปัจจุบัน ไม่ได้มีเพียงแค่การติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเทคโนโลยีการจัดการพลังงานเพื่อให้เกิดความเสถียรสูงสุด

ลุยลงทุน Green Energy สะพัด 7.5 หมื่นล้าน โซลาร์ฟาร์ม-พลังงานลม-โซลาร์รูฟฯมาแรง

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัท กันกุล (Gunkul) ยังคงเดินหน้าโครงการในภาคใต้อย่างต่อเนื่อง แม้โครงการหลักในสตูล ปัตตานี และนราธิวาส จะได้รับใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าไปแล้วบางส่วน แต่ได้ยื่นขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าส่วนขยายกำลังผลิตรวมกว่า 54.085 เมกะวัตต์ ที่ยังอยู่ใน Pipeline รอการขอใบอนุญาตเพิ่มเติม รวมถึงการเคลื่อนไหวของบริษัท เอ็มพี เอ็นเนอร์ยี จำกัด ที่กระจายฐานการลงทุน Solar Farm พร้อมกันถึง 7 โครงการในหลายจังหวัดทั้งนราธิวาส สงขลา สุพรรณบุรี ราชบุรี หนองคาย และกาฬสินธุ์ รวมกำลังผลิตถึง 55.96 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียวในระดับภูมิภาค

โรงไฟฟ้าฯทุ่นลอยน้ำได้รับความนิยมเพิ่ม

ขณะที่เทคโนโลยี โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์แบบทุ่นลอยน้ำ (Solar Floating) กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เนื่องจากความได้เปรียบในการลดการสูญเสียพื้นที่ผิวดิน และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนให้กับแผงโซลาร์ โดยใน Pipeline พบว่ามีจำนวน 20 โครงการ กำลังผลิตรวม 238.28 เมกะวัตต์ คาดเม็ดเงินลงทุนสะพัดประมาณ 4,765 ล้านบาท โดยมีโครงการขนาดใหญ่ อย่างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ชุดที่ 1 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ขนาด 140 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นต้นแบบการผลิตไฟฟ้าแบบผสมผสาน (Hybrid) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง

รวมถึงโครงการของ บริษัท อมตะ บี.กริม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ที่เดินหน้าโครงการ Solar Floating ขนาด 42.55 เมกะวัตต์ ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) ที่ปูพรมติดตั้งโซลาร์ทุ่นลอยน้ำในบ่อเก็บน้ำของโรงงานหลายสาขา เช่น สาขากาฬสินธุ์ สกลนคร และอุบลราชธานี เพื่อลดต้นทุนไฟฟ้าในกระบวนการผลิตยางพารา หรืออย่างโครงการของบริษัท อาหารสยาม (2513) ที่ลงทุน 76 ล้านบาทสำหรับ 4.032 เมกะวัตต์ แสดงให้เห็นว่าต้นทุนต่อเมกะวัตต์ของโซลาร์ทุ่นลอยน้ำอยู่ที่ประมาณ 19-20 ล้านบาท ซึ่งคุ้มค่าอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่ได้รับ

ลุยลงทุน Green Energy สะพัด 7.5 หมื่นล้าน โซลาร์ฟาร์ม-พลังงานลม-โซลาร์รูฟฯมาแรง

ภาคธุรกิจลุยติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป

อย่างไรก็ดี กลไกที่สร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงานในระดับรากฐานของภาคการผลิตมากที่สุดคือ โซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ถือเป็นกลุ่มที่มีจำนวนโครงการสูงสุดถึง 196 แห่ง แม้กำลังผลิตรวมจะอยู่ที่ 602.45 เมกะวัตต์ แต่เป็นกลุ่มที่มีการกระจายตัวของเงินลงทุนไปยังผู้รับเหมาและซัพพลายเชนในประเทศมากที่สุดกว่า 12,049 ล้านบาท ซึ่งการติดตั้งโซลาร์บนหลังคา กำลังกลายเป็นภารกิจเร่งด่วนของบริษัทจดทะเบียนและโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อบรรเทาผลกระทบจากอัตราค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น โดยมีผู้เล่นหลักอย่าง บริษัท กัลฟ์1 จำกัด และ บริษัท กัลฟ์ เอ็มพี ดับบลิวเอชเอ1 จำกัด ที่มุ่งเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ข้ามชาติ เช่น โครงการของ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซ้าท์อีส เอเชีย จำกัด ขนาดใหญ่ถึง 12.148 เมกะวัตต์ และโครงการส่วนขยายของ บริษัท แอลแอลไอที (ประเทศไทย) จำกัด ที่ขยายเป็น 20.400 เมกะวัตต์และโครงการส่วนขยายบนหลังคาบริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด รวมกว่า 9.449 เมกะวัตต์

ขณะที่กลุ่มธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่อย่าง บริษัท อัลเตอร์วิม จำกัด ในเครือซีพี ได้เดินหน้าปูพรมติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคาห้างโลตัส (Lotus) สาขาต่าง ๆ ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง อาทิ สาขาศาลายา, สาขาอ่างทอง, สาขาลำลูกกา และสาขารังสิต เช่นเดียวกับ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา กรีน โกรท จำกัด ที่รุกติดตั้งบนหลังคาศูนย์การค้าเซ็นทรัลหลายแห่งรวมถึงศูนย์กระจายสินค้าวังน้อย

ส่วนบริษัท ดับบลิวเอชเอ โซล่าร์ จำกัด ยังคงรักษาฐานลูกค้าในเขตอีอีซีไว้อย่างเหนียวแน่นด้วยโครงการส่วนขยายของ บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (ประเทศไทย) จำกัดขนาด 10.156 เมกะวัตต์ และโครงการของ บริษัท แคนาเดียนโซลาร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ขนาด 11.986 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ยังมีลูกค้ารายอื่น ๆ ที่ติดตั้งในสเกลใหญ่อย่าง บริษัท จงเช่อ รับเบอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่มีขนาดติดตั้งสูงถึง 29.397 เมกะวัตต์ และ บริษัท โอตานิ เรเดียล จำกัด ขนาด 16.495 เมกะวัตต์ รวมถึงโครงการส่วนขยายของ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ขยายกำลังผลิตสูงถึง 17 เมกะวัตต์

 การลงทุนในกลุ่มรูฟท็อปนี้ชี้ให้เห็นว่าภาคธุรกิจพร้อมควักกระเป๋าลงทุนเพื่อการเข้าถึงพลังงานที่สะอาดและถูกกว่าในระยะยาวเพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่กิจการ

โรงไฟฟ้าขยะ-ชีวมวล-ชีวภาพ ทยอยลงทุน

นอกจากนี้ การขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียน ยังครอบคลุมไปถึงกลุ่มพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่น ๆ ที่ช่วยเสริมความหลากหลายและความมั่นคงทางพลังงาน เช่น โครงการโรงไฟฟ้าขยะ (Waste-to-Energy) มีจำนวน 4 โครงการ กำลังผลิตรวม 31.5 เมกะวัตต์ ที่มีโครงการรอใบอนุญาต เช่น โครงการโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะอาร์ดีเอฟหน่วยที่ 2 และ 3 ของบริษัท มหานคร กรีน เอเนอร์จี้ จำกัด กำลังผลิตรวม 6 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุน 400 ล้านบาท

รวมถึง โครงการบริหารจัดการขยะเพื่อผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า องค์การบริหารส่วนตำบลท่าโรงช้าง กำลังผลิต 6.6 เมกะวัตต์ ดำเนินการโดย บริษัท กรีน เพาเวอร์ 4 จำกัด ใช้เงินลงทุน 1,405 ล้านบาทและโครงการบริหารและจัดการขยะมูลฝอยชุมชน เป็นพลังงานไฟฟ้าระบบปิด ของ บริษัท เนชั่นแนล คลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด กำลังการผลิตติดตั้ง 9.00 เมกะวัตต์ เงินลงทุน 1,719 ล้านบาท เป็นต้น

ส่วนทางด้าน ก๊าซชีวภาพ (Biogas) มีจำนวน 5 โครงการ กำลังผลิตรวม 15.79 เมกะวัตต์ ส่วนใหญ่เป็นการผลิตก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียของโรงงานแป้งและโรงงานเกษตรแปรรูป เช่น โครงการของบริษัท เพชรเจริญ สตาร์ช จำกัด ที่ขยายกำลังผลิตเป็น 5.312 เมกะวัตต์ เงินลงทุน 32 ล้านบาท บริษัท เอี่ยมพัฒนาสตาร์ช จำกัด ที่ 4.488 เมกะวัตต์ และบริษัท นิวไบโอดีเซล จำกัด ที่ 3.496 เมกะวัตต์ เงินลงทุน 100 ล้านบาท ซึ่งล้วนเป็นการนำของเสียจากกระบวนการผลิตมาผลิตเป็นไฟฟ้าใช้เองภายในโรงงาน

ด้านการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล (Biomass) ก็มีความเคลื่อนไหว 4 โครงการ กำลังผลิตรวม 14.55 เมกะวัตต์ เช่น บริษัท เมอร์กาโต้ เมดิคัล (ไทยแลนด์) ที่เดินหน้าโครงการชีวมวล 4.90 เมกะวัตต์ เงินลงทุน 544 ล้านบาท โครงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล กำลังการผลิตรวม 2.50 เมกะวัตต์ ของ บริษัท อีสเทิร์น ปาล์ม ออยล์ จำกัด เงินลงทุน 40 ล้านบาท  ซึ่งการลงทุนในโรงไฟฟ้าขยะ โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ และโรงไฟฟ้าชีวมวล คาดการณ์ว่าจะสร้างเม็ดเงินลงทุนหมุนเวียนอีกราว 3,630-4,380 ล้านบาท ซึ่งนอกจากจะได้พลังงานสะอาดแล้ว ยังเป็นการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่างยั่งยืน