
ราคาน้ำมันดิบกลับทิศ กดดันโรงกลั่นแบกความเสี่ยง Stock Loss ไตรมาส 2
ดีลสันติภาพ "สหรัฐฯ-อิหร่าน" พลิกเกมพลังงานโลก ราคาน้ำมันดิบดิ่ง บีบให้โรงกลั่นไทย เผชิญภาวะขาดทุนจากการประเมินมูลค่าสต็อกน้ำมัน หรือ Stock Loss ในงบการเงินไตรมาสที่ 2 พร้อมสัญญาณเตือนภาวะน้ำมันล้นตลาด "Oil Overhang" ในอนาคต
KEY
POINTS
- ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลายลง
- โรงกลั่นเผชิญความเสี่ยงขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน (Stock Loss) ในไตรมาสที่ 2 เนื่องจากต้องปรับลดมูลค่าน้ำมันคงคลังที่ซื้อมาในต้นทุนสูง
- นโยบายภาครัฐที่เคยควบคุมกำไรในช่วงขาขึ้น ประกอบกับค่าการกลั่น (GRM) ที่ลดลง ทำให้โรงกลั่นขาดกันชนทางการเงินและถูกกดดันผลประกอบการมากขึ้น
ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อมานาน ล่าสุดโลกได้เห็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางพลังงานโลกอย่างรุนแรง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกับประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน เพื่อยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงทันทีจากความเชื่อนมั่นของนักลงทุนต่อการฟื้นตัวของห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก
ความเคลื่อนไหวล่าสุดราคาน้ำมันดิบดูไบซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดหลักของโรงกลั่นในภูมิภาคเอเชียและประเทศไทย ได้ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วจากระดับเฉลี่ย 102 ถึง 105 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในช่วงเดือนพฤษภาคม ลงมาเหลือเพียง 73 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปัจจุบัน หรือลดลงกว่าร้อยละ 28 ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน
เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบเบรนท์สำหรับส่งมอบเดือนสิงหาคมที่ร่วงลงร้อยละ 2.83 มาอยู่ที่ 77.30 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสสำหรับส่งมอบเดือนกรกฎาคมที่ลดลงร้อยละ 3.20 มาอยู่ที่ 74.33 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความตึงเครียดที่ผ่อนคลายลง ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงแสดงท่าทีแข็งกร้าวโดยระบุว่าสหรัฐฯ พร้อมที่จะกลับมาดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาดและพร้อมถล่มทันทีหากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทำไว้
เมื่อสถานการณ์พลิกผัน ราคาน้ำมันดิบโลกเปลี่ยนทิศทางปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนมิถุนายน กลไกความเสี่ยงทางบัญชีจึงทำงานเร็วกว่าที่คิด เนื่องจากโรงกลั่นมีภาระหน้าที่ตามกฎหมายในการต้องสำรองน้ำมันดิบไว้ล่วงหน้าเพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ทำให้น้ำมันคงคลังที่จัดเก็บตามกฎหมายและเพื่อการค้าขายปกติที่ซื้อเข้ามาในราคาต้นทุนที่สูงมากช่วงก่อนหน้านี้ ต้องถูกปรับมูลค่าลดลงตามราคาตลาดโลกปัจจุบันทันที
เปรียบเสมือนร้านค้าที่ช่วงของแพงถูกขอให้ขายในราคาต่ำ ทำให้ไม่มีกำไรสะสมสะสมไว้ แต่พอราคาสินค้าในตลาดโลกร่วงลงกะทันหัน ก็ต้องยอมรับสภาพขาดทุนในคลังสินค้าและแบกรับความเสี่ยงนี้ไปเพียงลำพัง
ยิ่งไปกว่านั้น ในภาวะที่ราคาน้ำมันดิบเป็นขาขึ้นก่อนหน้านี้ โรงกลั่นกลับไม่สามารถสะสมกระแสเงินสดหรือสร้างกันชนทางการเงินได้เต็มที่ เนื่องจากถูกนโยบายภาครัฐเข้ามาควบคุมทั้งการส่งออกและแทรกแซงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศอย่างต่อเนื่อง
การจำกัดเพดานกำไรในช่วงขาขึ้นจึงส่งผลเชิงลบต่อความสามารถในการแข่งขันและความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว และเมื่อสถานการณ์พลิกกลับ กลไกความเสี่ยงทางบัญชีจึงทำงานเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้
ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงทางธุรกิจว่า โรงกลั่นน้ำมันไม่สามารถกำหนดกำไรหรือราคาได้ แต่ต้องกลั่นและขายภายใต้กลไกราคาตลาดโลกอย่างแท้จริง ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบขาขึ้น โรงกลั่นอาจจะมีกำไรจากสต็อก (Stock Gain) ทางบัญชีเข้ามาเสริม ซึ่งมักจะถูกสังคมและภาครัฐเพ่งเล็ง
แต่ในทางกลับกันเมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วเช่นในปัจจุบัน โรงกลั่นก็ต้องเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงและผลขาดทุน (Stock Loss) คืนกลับไปด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นกลไกปกติของธุรกิจพลังงาน
การดิ่งลงอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกครั้งนี้ กลายเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนถึงธรรมชาติของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศที่ต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนจากการประเมินมูลค่าสต็อกน้ำมัน หรือ Stock Loss ในงบการเงินไตรมาสที่ 2 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากโรงกลั่นมีภาระหน้าที่ตามกฎหมายในการต้องสำรองน้ำมันดิบไว้ล่วงหน้าเพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ทำให้น้ำมันคงคลังที่จัดเก็บไว้ซึ่งซื้อมาในราคาต้นทุนที่สูงมากในช่วงก่อนหน้านี้ ต้องถูกปรับมูลค่าลดลงตามราคาตลาดโลกปัจจุบันทันที
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาข้อมูลโครงสร้างราคาน้ำมันล่าสุด ณ วันที่ 18 มิถุนายน 2569 ยังพบว่าความสามารถในการทำกำไรของโรงกลั่นมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยค่าการกลั่นเฉลี่ย (GRM) ในช่วงวันที่ 1 ถึง 18 มิถุนายน 2569 ได้ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 5.43 บาทต่อลิตร จากที่เคยพุ่งสูงถึง 11.81 บาทต่อลิตรในเดือนเมษายน
เมื่อหักลบต้นทุนแฝงภายใต้สถานการณ์ไม่ปกติในชื่อ ค่าการกลั่นปรับปรุง หรือ Adjusted GRM ที่รวมค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ค่าความเสี่ยงสงคราม ค่าขนส่ง และค่าประกันภัยที่ปรับตัวสูงขึ้น พบว่าตัวเลขในเดือนพฤษภาคมลงไปอยู่ที่ 4.72 บาทต่อลิตร
ขณะที่ค่าการตลาดเฉลี่ยของน้ำมันกลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ในเขตกรุงเทพมหานคร ช่วงครึ่งแรกของเดือนมิถุนายนประคองตัวอยู่ที่ 2.48 บาทต่อลิตร และค่าการตลาดเฉพาะกลุ่มดีเซลอยู่ที่ 2.00 บาทต่อลิตร ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโรงกลั่นไม่สามารถกำหนดกำไรหรือตั้งราคาขายได้เอง แต่ต้องดำเนินธุรกิจภายใต้กลไกราคาตลาดโลกควบคู่ไปกับกรอบนโยบายรัฐที่เข้มงวด
ในระยะยาว สถานการณ์พลังงานโลกยังคงมีความไม่แน่นอนสูง โดยสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ ไออีเอ (IEA) ได้ออกมาแจ้งเตือนว่า การบรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้งที่ยั่งยืนจะนำไปสู่ปริมาณอุปทานน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และอาจจุดชนวนให้เกิดภาวะน้ำมันล้นตลาดครั้งใหญ่ หรือ Oil Overhang ในปีหน้า โดยไออีเอคาดการณ์ว่าอุปทานโลกที่เดิมจะลดลงในปี 2569 จะฟื้นตัวและพุ่งกลับขึ้นไปอยู่ที่ 110.3 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2570
สอดคล้องกับมุมมองของนักวิเคราะห์จาก นิวยอร์ก ไลฟ์ อินเวสต์เมนต์ แมเนจเมนต์ ที่ระบุว่าการลดลงของราคาน้ำมันครั้งนี้ยังไม่ใช่สัญญาณที่ปลอดภัยทั้งหมด เนื่องจากราคาน้ำมันโดยรวมยังคงยืนอยู่เหนือระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง ระบบการขนส่งทางเรือทั่วโลกยังต้องใช้เวลาในการกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ตลอดจนสินค้าคงคลังและน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศต่างๆ ยังอยู่ในระดับต่ำและจำเป็นต้องได้รับการจัดหาเข้ามาเติมเต็มในระบบ
ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้จึงเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของนโยบายภาครัฐ และกลุ่มโรงกลั่นไทยในการบริหารจัดการสภาพคล่องเพื่อรับมือกับความผันผวนรอบใหม่ในตลาดโลก.





