
รัฐบาลเตรียมอัดฉีดเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 4 หมื่นล้านปูพรมโซลาร์รูฟ
พลังงานผนึกคลัง ลุยเปลี่ยนผ่านพลังงาน เล็งจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 3-4 หมื่นล้านบาท ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท หนุนประชาชนปูพรมติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป “เอกนัฏ” ชี้เปิดทางครัวเรือน 1 แสนราย ผลิตไฟฟ้าใช้เอง หากเหลือขายไฟฟ้าให้รัฐสร้างรายได้ 2.20 บาทต่อหน่วย แถมได้ลดหย่อนภาษีไม่เกิน 2 แสนบาท
KEY
POINTS
- รัฐบาลเตรียมอนุมัติเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำวงเงินประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้ภาคประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป
- วงเงินกู้ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่มีเป้าหมายเพื่อปรับโครงสร้างพลังงานและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
- โครงการมุ่งเป้าให้ครัวเรือนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5-10 กิโลวัตต์ เพื่อช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าและค่าครองชีพ
- ผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจะได้รับสิทธิประโยชน์อื่นร่วมด้วย เช่น การลดหย่อนภาษี และการขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้รัฐในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย
จากที่รัฐบาลได้ออกพ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน โดยก้อนแรก 2 แสนล้านบาท เพื่อใช้เยียวยา และลดค่าครองชีพให้กับประชาชน ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตพลังงาน
ก้อนที่ 2 อีก 2 แสนล้านบาท มุ่งเน้น การปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศอย่างเป็นระบบ ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล โดยให้หน่วยงานต่างๆ พิจารณาโครงการ และเสนอไปยังคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน พิจารณาอนุมัติให้แล้วเสร็จภายใน 30 กันยายน 2569 และให้ยื่นเบิกจ่ายใช้เงินกู้เพื่อเดินหน้าโครงการให้แล้วเสร็จภายใน 30 กันยายน 2570
พลังงานเร่งหารือคลังคลอดกรอบเงินกู้
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า จากที่รัฐบาลได้มอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ เร่งจัดทำโครงการ/กิจกรรมการใช้จ่ายเงินตามตามพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ในส่วนของกระทรวงพลังงาน อยู่ระหว่างหารือกกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการพิจารณากรอบกู้เงินที่จะนำมาใช้ในโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
โดยเฉพาะโครงการส่งเสริมการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาหรือโซลาร์รูฟท็อป( Solar Rooftop) ของภาคประชาชนเพิ่มเติม จากก่อนหน้านี้ที่รัฐบาลได้อนุมัติแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ผ่านธนาคารออมสิน วงเงิน 5,000 ล้านบาท ที่ได้รับความสนใจจากภาคประชาชนจนเต็มวงเงินกู้แล้ว
การพิจารณากรอบวงเงินอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อมาใช้สำหรับการส่งเสริมให้ภาคประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป คาดว่าอยู่ประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท ในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5-10 กิโลวัตต์ต่อครัวเรือน ซึ่งผู้ติดตั้งสามารถกู้เงินในอัตราดอกเบี้ยต่ำ และในรูปเงินดาวน์ สามารถจะผ่อนคืนชำระเป็นรายเดือนได้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้กู้
สำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทนี้ ถือเป็นมาตรการเร่งรัด หรือจูงใจให้ภาคประชาชนหันมาเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อลดค่าครองชีพและลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล หลังจากรัฐบาลได้มีมาตรการกระตุ้นให้ประชาชนลงทุนติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนและลดภาระค่าไฟฟ้าในครัวเรือน โดยให้สิทธิ 1 บุคคล ต่อ 1 มิเตอร์ ต่อ 1 ระบบการผลิตติดตั้งไม่เกิน 10 กิโลวัตต์สูงสุด (kWp) สามารถนำเงินลงทุนในการติดตั้งระบบ มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในวงเงินที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 200,000 บาท มีระยะเวลาถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570
ดัน 1 แสนรายขายไฟสร้างรายได้
นอกจากนี้ จากที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา เห็นชอบแนวทางการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาหรือ โซลาร์รูฟท็อป สำหรับภาคประชาชน มีเป้าหมายการติดตั้ง ไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ สามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินจากที่เหลือใช้ให้กับรัฐในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย ถือเป็นการจูงใจเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านพลังงานอีกมาตรการหนึ่ง ที่ผู้ติดตั้ง Solar Rooftop สามารถเข้ามาร่วมกู้เงินอัตราดอกเบี้ยต่ำ ภายใต้โครงการ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทได้ด้วย
ดังนั้น ผู้ที่สนใจติดตั้ง Solar Rooftop จะได้สิทธิประโยชน์ทั้งการลดหย่อนภาษี เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และสามารถขายไฟฟ้าที่เหลือจากการใช้เข้าระบบ สร้างรายได้ด้วยอีกทางหนึ่ง
“การติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน ที่มีเป้าหมายการติดตั้ง ไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ นั้น ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นในร่างระเบียบระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้า ไปเมื่อช่วงวันที่ 15-29 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อรวบรวมความคิดเห็นในการปรับปรุงร่างระเบียบแล้ว คาดว่าจะสามารถประกาศให้ยื่นข้อเสนอได้ภายในเดือนมิถุนายน 2569 นี้”
ติดตั้งภายใน 1 ปี ต้องจ่ายไฟ
สำหรับสาระสำคัญของร่างระเบียนรับซื้อไฟฟ้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชน 500 เมกะวัตต์ จะเป็นในรูปแบบการบริหารจัดการแบบ Net Billing หรือการหักลบกลบหน่วยไฟฟ้าจากการผลิตและใช้เองภายในบ้าน โดยมีเงื่อนไขการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินที่จำหน่ายเข้าระบบในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย โดยกำหนดปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายต่อมิเตอร์รับซื้อไฟฟ้าไว้ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ (kW) ต่อราย มีระยะเวลาสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่มีระยะเวลายาวนานถึง 10 ปี เพื่อให้ประชาชนสามารถคืนทุนจากการติดตั้งอุปกรณ์ ซึ่งกรอบระยะเวลาที่วางไว้นี้ครอบคลุมการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบตั้งแต่ปี 2569 ไปจนถึงปี 2570
การเปิดรับคำขอขายไฟฟ้าจะใช้หลักการ “First come First served” หรือการยื่นก่อนได้สิทธิพิจารณาก่อนเป็นเกณฑ์สำคัญในการจัดสรรโควตา โดยจะยึดตามวันและเวลาที่ได้รับแบบคำขอที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด และจะมีการแสดงผลการจัดสรรผ่านระบบสารสนเทศเพื่อให้เกิดความโปร่งใส
หลังจากนั้นหน่วยงาน(การไฟฟ้า) จะแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ยื่นขอทราบภายใน 30 วัน และหากได้รับการอนุมัติ ผู้สมัครจะต้องมาลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภายใน 30 วันนับถัดจากวันที่ได้รับแจ้งผล ซึ่งโครงการทั้งหมดมีเป้าหมายจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ หรือ COD ให้ได้ภายในปี 2570
อย่างไรก็ตาม หากผู้ผลิตไม่สามารถ COD ได้ตามวันที่กำหนด การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจะมีสิทธิในการบอกเลิกสัญญาได้ทันที เพื่อนำโควตาที่ว่างลงไปจัดสรรให้กับผู้ที่มีความพร้อมรายอื่นต่อไป
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า โครงการโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน 500 เมกะวัตต์ ที่กำหนดปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายต่อมิเตอร์รับซื้อไฟฟ้าไว้ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ (kW) ต่อราย หรือราว 1 แสนครัวเรือน หลังจากเปิดรับฟังความคิดเห็นแล้ว อาจจะมีการปรับปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายต่อมิเตอร์ไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าในการลงทุน
อีกทั้ง ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรพลังงานของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด และยังช่วยสนับสนุนการกระจายศูนย์การผลิตพลังงานไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่นและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการวางรากฐานการปรับโครงสร้างตลาดพลังงานให้เข้าสู่ยุคพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ
ราคาพลังงานพุ่งดันประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เอง
ทั้งนี้ หากมองย้อนกลับไปโครงการนี้ไม่ใช่เป็นโครงการใหม่ แต่เป็นการต่อยอดจากโครงการเดิมที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง นับจากปี 2562 เป็นต้นมา ที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ประกาศรับซื้อไฟฟ้าราว 100 เมกะวัตต์ทั่วประเทศ ติดตั้งระบบไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนลดค่าครองชีพ และสามารถสวมบทบาทเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าได้ด้วยตนเอง หรือที่เรียกว่า “Prosumer” ซึ่งการปรับเปลี่ยนบทบาทจากผู้ซื้อเพียงอย่างเดียวมาเป็นผู้ผลิต และผู้ใช้ไปพร้อมกันนี้ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว
ระยะแรกโครงการนี้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินเพียง 1.68 บาทต่อหน่วย เป็นระดับที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าไม่จูงใจเพียงพอเมื่อเทียบกับต้นทุนการติดตั้งและระยะเวลาคืนทุนที่ยาวนานกว่า 10 ปี ส่งผลให้ในช่วง 1-2 ปีแรกมีผู้สนใจเข้าร่วมโครงการเพียงไม่กี่เมกะวัตต์
จนภาครัฐต้องกลับมาทบทวนและปรับปรุงเงื่อนไขให้สอดคล้องกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจมากขึ้น นำมาสู่การปรับเพิ่มอัตรารับซื้อเป็น 2.20 บาทต่อหน่วยในปี 2564 มีเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าที่ 50 เมกะวัตต์ และปี 2565 อีก 10 เมกะวัตต์ แต่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรอีก
ต่อมาในปี 2566 กกพ.จึงปรับการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ภายใต้ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย 2561-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP 2018 Rev.1) และตามนโยบายของรัฐ โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายร่วมกันบริหารจัดการรับซื้อไฟฟ้าในช่วงปี 2564-2573 จำนวนไม่เกิน 90 เมกะวัตต์
นับเป็นจุดเปลี่ยนที่เริ่มสร้างแรงกระตุ้นให้ภาคครัวเรือนหันมาให้ความสนใจการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปอย่างจริงจังมากขึ้น จากทิศทางค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การลงทุนในพลังงานสะอาดเริ่มมีความคุ้มค่า จนกระทั่งการรับซื้อไฟฟ้าเต็มโควตาในช่วงปี 2567-2568 และนำมาสู่การขยายเป้าหมายการรับซื้อในรอบใหม่นี้ให้ครอบคลุมถึง 500 เมกะวัตต์
พลังงานเล็งโครงการรัฐร่วมจ่าย
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการรวบรวมโครงการ/กิจกรรมด้านเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานกว่า 20 โครงการ ซึ่งกำลังพิจารณาว่าจะมีโครงการ/กิจกรรมใดบ้าง เพื่อนำเสนอคณะกรรมการกลั่นกรองฯ โดยโคงการส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อมาใช้เปลี่ยนผ่านพลังงานหรือบางโครงการเป็นเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ที่อาจจะให้รัฐร่วมจ่ายในการจัดซื้ออุปกรณ์ประหยัดพลังงาน เช่น รัฐจ่าย 30% และประชาชนจ่าย 70% เป็นต้น ซึ่งทุกโครงการต้องร่วมหารือกับกระทรวงการคลัง ก่อนจะเสนอคณะกรรมการกลั่นกรอง
ทบทวนโซลาร์ฟาร์มชุมชน
ส่วนความคืบหน้าโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่าอยู่ระหว่างทบทวนนโยบาย หลังจากเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม ทั้งรูปแบบการกระจายผลประโยชน์สู่ประชาชน วิธีคัดเลือกโครงการ และแนวทางสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกพื้นที่ ไม่ให้ผลประโยชน์กระจุกตัวเฉพาะชุมชนที่ตั้งโครงการผลิตไฟฟ้า







