
ข่าวดี ตรึงราคาก๊าซหุงต้มครัวเรือน 423 บาท/ถัง 15 กก. ต่อ 2 เดือน
กบง.ตรึงราคาก๊าซหุงต้มครัวเรือน 423 บาท/5y’ 15 กิโลกรัมต่อ 2 เดือน อุ้มค่าครองชีพแม้กองทุนติดลบ 3.8 หมื่นล้านบาท คงดีเซล B7 ต่อ 3 เดือน ลดนำเข้าน้ำมัน 41 ล้านลิตรต่อเดือน
KEY
POINTS
- คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติต่ออายุมาตรการตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ภาคครัวเรือนออกไปอีก 2 เดือน
- ราคาขายปลีกจะคงอยู่ที่ประมาณ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 31 กรกฎาคม 2569
- มาตรการนี้มีขึ้นเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน เนื่องจากราคา LPG ในตลาดโลกมีความผันผวนและปรับตัวสูงขึ้น
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กบง.ได้พิจารณา 2 เรื่องหลัก ประกอบด้วย
ทบทวนการกำหนดราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เนื่องจากมาตรการตรึงราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นก๊าซ LPG ที่ 20.9179 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้ราคาขายปลีก LPG อยู่ที่ประมาณ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม กำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 พฤษภาคม 2569
โดยที่ประชุมได้พิจารณาปัจจัยสำคัญจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา–อิสราเอล และอิหร่านที่ส่งผลให้ราคาก๊าซ LPG ตลาดโลกมีความผันผวนและอยู่ในระดับสูง โดยราคาก๊าซ LPG ตลาดโลก (CP) ในเดือนมีนาคม 2569 ถึงเดือนพฤษภาคม 2569 เพิ่มขึ้นประมาณ 232.50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน หรือคิดเป็น 43% จาก 542.50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ในเดือนมีนาคม 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 775.00 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน
ล่าสุดราคาก๊าซ LPG นำเข้ารวมค่าใช้จ่ายในการนำเข้า ณ วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 918 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน เทียบได้กับราคาขายปลีกก๊าซ LPG ที่ประมาณ 467 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม ขณะที่ราคาขายปลีกในประเทศอยู่ที่ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม ส่งผลให้ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงบัญชีก๊าซ LPG ยังคงติดลบสูงถึง 38,649 ล้านบาท
ตรึงราคาขายปลีก LPG 423 บาท
อย่างไรก็ดี เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจมีความเปราะบางจากสถานการณ์พลังงานโลก ที่ประชุม กบง. จึงมีมติให้คงราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นก๊าซ LPG ที่ 20.9179 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้ราคาขายปลีก LPG อยู่ที่ประมาณ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม ต่อไปอีก 2 เดือน โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2569
คงสัดส่วนดีเซล B7 ต่อ 3 เดือน
และพิจารณาการกำหนดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว โดยที่ประชุมมีมติคงสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วไว้ที่ บี7 โดยให้มีผลบังคับใช้ 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2569 ถึงวันที่ 13 กันยายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน ช่วยบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์มภายในประเทศ และรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนของตลาดพลังงานโลก
การใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 7 จะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันได้ประมาณ 1.37 ล้านลิตรต่อวัน หรือประมาณ 41 ล้านลิตรต่อเดือน ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน และส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ขณะเดียวกันยังช่วยรองรับการใช้น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ภายในประเทศในช่วงที่ผลผลิตปาล์มน้ำมันออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นด้วย คาดว่าจะดูดซับผลผลิต CPO ได้มากกว่ากรณี บี5 ประมาณ 0.34 แสนตันต่อเดือน ซึ่งจะช่วยรักษาสมดุลน้ำมันปาล์มภายในประเทศและช่วยพยุงเสถียรภาพราคาปาล์มน้ำมันให้แก่เกษตรกร







