
บางจาก แจงลงทุนคลังน้ำมันเพชรบุรี 9 พันล้าน โปร่งใส ต่อยอดพลังงานแห่งอนาคต
BCPG ยืนยันดีลคลังน้ำมันเพชรบุรี โปร่งใส-ผ่านเกณฑ์ตลท.ครบถ้วน ชี้เป็นการต่อยอดเศรษฐกิจพลังงานแห่งอนาคต เสริมความมั่นคงด้านพลังงานประเทศ
KEY
POINTS
- บางจากชี้แจงการลงทุนคลังน้ำมันเพชรบุรีมูลค่า 9 พันล้านบาท โดยยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดโปร่งใสและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของบริษัทจดทะเบียน
- การลงทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานของโรงกลั่นบางจาก เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน และลดการพึ่งพาระบบโลจิสติกส์ภายนอก
- การลงทุนนี้สอดคล้องกับกลยุทธ์ของ BCPG ที่กำลังขยายธุรกิจจากพลังงานหมุนเวียนไปสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง
- มูลค่าการลงทุน 9 พันล้านบาทสะท้อนถึงศักยภาพและโครงสร้างพื้นฐานของคลังน้ำมันที่ได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากในอดีต
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG เปิดเผยถึง การลงทุนของบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG ในโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีมูลค่า 9,000 ล้านบาท เมื่อปี 2565 ที่มีประเด็นเกี่ยวกับราคาซื้อขาย โครงสร้างธุรกรรม และกระบวนการอนุมัติของธุรกรรมว่า การเข้าลงทุนในโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรี มีความโปร่งใสและได้ดำเนินการตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ของบริษัทจดทะเบียนอย่างครบถ้วน
สำหรับเหตุผลของการลงทุนดังกล่าวเนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนง (โรงกลั่นฯ) มีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน และไม่มีระบบคลังน้ำมันขนาดใหญ่ของตนเอง ทำให้ต้องอาศัยคลังน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน และระบบโลจิสติกส์จากภายนอกมาโดยตลอด ขณะที่การจัดเก็บน้ำมันและการบริหาร Supply Chain ถือเป็นโจทย์สำคัญของโรงกลั่นฯ บริษัทฯ จึงได้ศึกษาทางเลือกในการบริหารจัดการคลังน้ำมันดิบมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน ลดข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ และรองรับการเติบโตของธุรกิจ
ทั้งนี้ ช่วงปี 2537–2542 บริษัทฯ ใช้ FSU WYOMING เป็นคลังลอยน้ำรองรับการดำเนินงานของโรงกลั่นฯในระยะเริ่มต้น ซึ่งมีกำลังการกลั่นประมาณ 70,000 บาร์เรลต่อวัน และมีความจุประมาณ 400 ล้านลิตร
ปรับใช้คลังน้ำมัน 2 แห่งที่ศรีราชา
หลังจากนั้นในปี 2543 บริษัทฯ ได้ปรับมาใช้คลังน้ำมัน 2 แห่งที่อำเภอศรีราชา เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 80,000 บาร์เรลต่อวัน และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำมันดิบ โดยใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาประมาณ 16 ปี
อย่างไรก็ตาม เมื่อปริมาณธุรกิจและความซับซ้อนของ Supply Chain เพิ่มขึ้น รวมถึงมีการขยายกำลังการกลั่นเป็นประมาณ 120,000 บาร์เรลต่อวัน บริษัทฯ ได้ศึกษาทางเลือกด้านคลังน้ำมันและโลจิสติกส์เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้คลังลอยน้ำ การเช่าคลัง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม
โดยในช่วงปี 2560–2565 บริษัทฯ ได้ใช้ FSU BONGKOT เป็นคลังลอยน้ำชั่วคราว ความจุประมาณ 300 ล้านลิตร เพื่อทดแทนคลังศรีราชาบางส่วน ระหว่างการศึกษาแนวทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลังและโลจิสติกส์เพิ่มเติม
บริษัทฯได้ว่าจ้างที่ปรึกษาอิสระหลายรายเพื่อศึกษาทางเลือกในการบริหารคลังน้ำมันหลายรูปแบบและในหลายพื้นที่ทั้งการศึกษาคลังเดิมในจังหวัดเพชรบุรี การพัฒนาคลังใหม่ที่จุกเสม็ด จังหวัดชลบุรี การขยายคลังในจังหวัดระยอง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมในพื้นที่ฝั่งตะวันตก รวมถึงการใช้คลังลอยน้ำและการเช่าคลัง โดยเปรียบเทียบทั้งด้านต้นทุน ความจุรองรับ ระบบท่อส่ง ความสามารถในการรองรับเรือขนาดใหญ่ และศักยภาพด้านโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการกลั่นและความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้น
คลังน้ำมันเพชรบุรีพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่ม
จากการศึกษาทางเลือกต่าง ๆ โครงการคลังน้ำมันในจังหวัดเพชรบุรีมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมจากในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนถังจัดเก็บที่เพิ่มจาก 16 ถังเป็น 20 ถัง ความจุจัดเก็บที่เพิ่มจากประมาณ 500 ล้านลิตรเป็นประมาณ 720 ล้านลิตร ระบบท่อส่งน้ำมันที่เพิ่มจาก 3 ท่อเป็น 5 ท่อ ท่าเทียบเรือที่เพิ่มจาก 2 จุดเป็น 6 จุด อีกทั้งยังสามารถรองรับปริมาณธุรกิจและความต้องการด้าน Supply Chain ของกลุ่มบริษัทบางจากที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ BCPG ยังอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุน (Portfolio Transformation) เพื่อขยายจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนไปสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และมองหาธุรกิจที่สามารถสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอเพื่อเสริมความมั่นคงของธุรกิจ โครงการคลังน้ำมันเพชรบุรีจึงเป็นหนึ่งในโอกาสการลงทุนที่สอดคล้องกับทิศทางดังกล่าว รวมถึงความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ของกลุ่มบริษัทบางจาก
“การพิจารณาการลงทุน BCPG ได้ประเมินมูลค่ากิจการด้วยวิธี Discounted Cash Flow (DCF) โดยอ้างอิงกระแสเงินสดในอนาคตภายใต้สัญญาการให้บริการและศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้สมมติฐานทางการเงินอย่างระมัด- ระวัง รวมถึงการใช้อัตราค่าบริการที่ต่ำกว่าระดับตลาดประมาณ 50% และอ้างอิงการประเมินของผู้เชี่ยวชาญอิสระ ซึ่งมูลค่าการลงทุนจำนวน 9,000 ล้านบาทอยู่ภายในกรอบการประเมินดังกล่าว”
อย่างไรก็ตาม ธุรกรรมได้ผ่านกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ตั้งแต่ฝ่ายบริหาร คณะกรรมการชุดย่อยที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการ BCPG ซึ่งได้พิจารณารายละเอียด โครงสร้างธุรกรรม ความเหมาะสมทางธุรกิจ และการประเมินมูลค่าอย่างรอบคอบ ก่อนที่คณะกรรมการ BCPG ตัดสินใจลงทุนในขั้นสุดท้าย
ขณะที่ราคาซื้อขายในปี 2565 ที่แตกต่างจากราคาที่เคยมีการกล่าวถึงในปี 2553 สะท้อนถึงมูลค่าคลังน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา ทั้งจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่อส่ง ท่าเรือ และถังเก็บน้ำมัน ตลอดจนศักยภาพในการสร้างรายได้ในอนาคต
สำหรับธุรกรรมดังกล่าวนี้เป็นการซื้อกิจการบางส่วนของผู้ขาย จึงจำเป็นต้องแยกทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องและกำหนดโครงสร้างการรับโอนผ่านบริษัทย่อยของคู่สัญญา เพื่อถือครองทรัพย์สินก่อนส่งมอบ และฝ่าย BCPG ดำเนินการผ่านบริษัทย่อยในกลุ่มเพื่อรับโอนกิจการ การจัดตั้งบริษัทย่อยดังกล่าวเป็นขั้นตอนปกติทางธุรกิจและกฎหมายสำหรับการแยกและโอนทรัพย์สินเฉพาะส่วน และสอดคล้องกับโครงสร้างทางการเงินที่เหมาะสมของ BCPG
ขณะที่ตามหลักบัญชี เมื่อมีการรับโอนกิจการต้องดำเนินการปันส่วนราคาซื้อ (Purchase Price Allocation: PPA) โดยจำแนกทั้งทรัพย์สินที่มีตัวตนและสิทธิหรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่นที่ต้องรับรู้ตามมาตรฐานบัญชี ซึ่งผลการวิเคราะห์แสดงว่าจากมูลค่าซื้อขายประมาณ 9,000 ล้านบาท ประกอบด้วย ส่วนสินทรัพย์ที่มีตัวตนมีมูลค่าประมาณ 6,490 ล้านบาท
ด้านสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ได้แก่มูลค่าสัญญาการใช้บริการคลังน้ำมันที่มีอยู่ปัจจุบันประมาณ 1,900 ล้านบาท สินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีสุทธิและสินทรัพย์อื่นประมาณ 170 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นค่าความนิยมที่คาดว่าจะได้รับจากกระแสเงินสดในอนาคต เพื่อสะท้อนมูลค่าของสินทรัพย์แต่ละประเภทให้ชัดเจนขึ้น แต่ผลรวมของสินทรัพย์ทั้งหมดเท่ากับมูลค่าการลงทุน
ยัน BCPG ลงทุนตามขั้นตอน-หลักเกณฑ์
“กลุ่มบริษัทบางจากขอยืนยันว่า การลงทุนของ BCPG ในโครงการนี้ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ของบริษัทจดทะเบียนอย่างครบถ้วน โปร่งใส และผ่านการพิจารณาจากผู้มีอำนาจตามลำดับ”
ข้อสังเกตบางประเด็นในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วน และความไม่เข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกรรมและหลักการทางบัญชีสำหรับธุรกรรมการซื้อกิจการ โดยกลุ่มบริษัทฯ ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการกำกับดูแลกิจการที่ดีในการดำเนินธุรกิจมาโดยตลอด และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กระบวนการที่เหมาะสม
“ช่วงที่ผ่านมาเกิดคลื่นใต้น้ำ นับตั้งแต่วาระ 7 ในการประชุมผู้ถือหุ้น โครงการ SAF ซึ่งวันนี้มีการส่งออกแล้ว รวมถึงคลังน้ำมันที่เพชรบุรี กลุ่มบางจากยืนยันว่าการลงทุนของ BCPG ในโครงการดังกล่าวนี้ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ของบริษัทจดทะเบียนอย่างครบถ้วน โปร่งใส และผ่านการพิจารณาจากผู้มีอำนาจตามลำดับ นอกจากนี้กลุ่มบริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมกับบริษัทที่ปรึกษาอิสระแต่อย่างใด”
นายรวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ BCPG กล่าวว่า เหตุผลที่บริษัทตัดสินใจเข้าซื้อโครงการดังกล่าว เนื่องจากมองว่าธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่มีรายได้สม่ำเสมอ (fixed income) เพื่อสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงในระยะยาว
รวมถึงช่วยชดเชยโรงไฟฟ้าที่ทยอยสิ้นสุด Adder ตั้งแต่ปี 2564 ซึ่ง ALT เป็นหนึ่งในโอกาสการลงทุนภายใต้แผน Portfolio Transformation เพื่อขยายจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนไปสู่แพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งบริษัทเริ่มรับรู้รายได้จาก ALT ตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค.2566 เป็นต้นมา โดยในปี 2568 มีรายได้อยู่ที่ 900 ล้านบาทต่อปี หรือ IRR อยู่ที่ประมาณ 9% รวมทั้งยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง
โครงการคลังน้ำมันเพชรบุรี ซึ่งมีพื้นที่รวม 150 ไร่ ยังมีพื้นที่เหลือสามารถขยายถังได้เพิ่มเติมในอนาคต โดยปัจจุบันโครงการนี้ยังมีอัพไซด์ สามารถรองรับกลุ่มลูกค้าใหม่ เทรดดิ้ง เพิ่ม Value ให้กับ ALT เพราะการที่ท่อ 5 เส้น สามารถหมุนน้ำมันได้เร็วขึ้น โดยปัจจุบันคลังน้ำมันเพชรบุรี ใช้เก็บน้ำมันดิบ คิดเป็นประมาณ 50% ของถังทั้งหมด และส่วนที่เหลืออีก 50% ใช้เก็บน้ำมัน SAF ที่จะส่งออก และน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว (UCO หรือ Used Cooking Oil) ที่นำเข้ามา







