
กลุ่มปตท.อัด 1 ล้านล้าน ฝ่าวิกฤตพลังงาน ลุยเชื้อเพลิงสะอาด-SMR-ไฮโดรเจน-CCS
กลุ่ม ปตท. กางแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (2569-2573) อัดงบลงทุนทะลุ 1 ล้านล้านบาท มุ่งเสริมความแข็งแกร่งธุรกิจรับช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน ขับเคลื่อนกลยุทธ์ “C3 Framework” ลุยเพิ่มกำลังผลิตก๊าซ ขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เดินหน้าธุรกิจใหม่ SMR CCS และไฮโดรเจน
KEY
POINTS
- กลุ่ม ปตท. อนุมัติแผนการลงทุน 5 ปี (2569-2573) วงเงินกว่า 1 ล้านล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและรับมือการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
- งบลงทุนจะมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานคาร์บอนต่ำและธุรกิจใหม่ อาทิ โครงการพลังงานสะอาด (CFP) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ไฮโดรเจน และเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS)
- การลงทุนส่วนใหญ่จะถูกจัดสรรให้กับธุรกิจต้นน้ำ (สำรวจและผลิตปิโตรเลียม) และธุรกิจปลายน้ำ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจหลัก ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซธรรมชาติ
- นอกเหนือจากแผนลงทุนระยะยาว กลุ่ม ปตท. ยังได้เตรียมสภาพคล่องกว่า 2.3 แสนล้านบาท เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานในปัจจุบันและสร้างความมั่นใจด้านพลังงานให้กับประเทศ
ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความผันผวน และแรงกดดันจากการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ กำลังปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ภายใต้วิสัยทัศน์ “แข็งแรงร่วมกับสังคมไทย และเติบโตในระดับโลก” มุ่งเน้นการขับเคลื่อนธุรกิจที่สมดุล ทั้งในด้านความมั่นคงทางพลังงาน การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม และการคำนึงถึงความยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อม โดยได้วางแผนยุทธศาสตร์ 5 ปีข้างหน้า (2026-2030) ในการวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตของประเทศไทย และสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
5 ปี ใช้งบลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)(ปตท.) เปิดเผยว่า จากความผันผวนของสถานการณ์โลก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยังไม่ส่งผลกระทบต่อการ ดำเนินงานของกลุ่มปตท.มากนัก โดยจะยังเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจตามยุทธศาสตร์การลงทุนที่บอร์ด ปตท.อนุมัติแผนการดำเนินงาน 5 ปี (2569-2573) ของทั้งกลุ่มปตท.ไว้ประมาณ 1,015,000 ล้านบาท เพื่อนำมาลงทุนใช้ลงทุนในโครงการต่างๆ ที่อยู่ระหว่างดำเนินงาน
ผ่านการดำเนินลงทุนในธุรกิจต้นนํ้า (Upstream Business) ของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ประมาณ 680,050 ล้านบาท หรือราว 67% เพื่อดำเนินโครงการผลิตปิโตรเลียมทั้งบนบกและนอกชายฝั่งในประเทศไทย อาทิ โครงการจี 1/61,จี 2/61 แหล่งอาทิตย์ และโครงการคอนเทร็กต์ 4 รวมถึงการขยายการลงทุนในระดับสากล เช่น สัมปทาน Ghasha, โครงการ HBR ในแอลจีเรีย โครงการในโมซัมบิก พื้นที่ 1 เมียนมา M3 โครงการในมาเลเซีย และอาบูดีบีออฟโชร์ 2
ขณะที่เม็ดเงินลงทุนสัดส่วน 23% หรือคิดเป็นเงินราว 233,450 ล้านบาทจะถูกจัดสรรให้แก่กลุ่มธุรกิจปลายนํ้า (Downstream Business) มุ่งเน้นโครงการสำคัญอย่างโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project - CFP) ของไทยออยล์ การดำเนินงานตามแผนปกติ (BAU) ของพีทีที โกลบอล เคมิคอล (GC) และการขยายธุรกิจนํ้ามันรวมถึงธุรกิจค้าปลีกทั้งในและต่างประเทศของโออาร์ (OR)
รวมถึงดำเนินงานในส่วนของกลุ่มธุรกิจ ปตท. (PTT Business) ประมาณ 71,050 ล้านบาท หรือมีสัดส่วน 7% จะใช้สำหรับ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลัก เช่น โรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 7 (GSP#7) โครงการท่อส่งก๊าซบนบกเส้นที่ 5 และโครงการท่อส่งก๊าซบางปะกง-พระนครใต้ รวมถึงการผลักดัน PTT Tank ให้เป็นเรือธงด้านโครงสร้างพื้นฐานและการขยายกิจกรรมการค้าระหว่างประเทศ และส่วนที่เหลืออีก 3% หรือประมาณ 30,450 ล้านบาท จัดสรรให้แก่กลุ่มธุรกิจไฟฟ้า เพื่อใช้ในการขยายโรงไฟฟ้า SPP (โซลาร์ฟาร์มในอินเดียและพลังงานลมที่ไตหวัน) และโครงการหน่วยผลิตพลังงานจากกากนํ้ามัน (Energy RecoveryUnit-ERU) ของบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC
พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรับเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ดร.คงกระพัน กล่าวอีกว่า ทั้งนี้หากแยกการลงทุนเฉพาะปตท. และบริษัทย่อยที่ ปตท. ถือหุ้น 100% ในช่วง 5 ปี (2569-2573) จะใช้เงินลงทุนประมาณ 76,572 ล้านบาท มุ่งเน้นหนักไปที่การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเป็นหลัก โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติ จัดสรรเงินลงทุนไวราว 44,120 ล้านบาท หรือสัดส่วน 58 % เป็นการลงทุนใน 3 ส่วนหลัก
ได้แก่ ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ 22,904 ล้านบาทหรือสัดส่วน 30 % เพื่อใช้ก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 7 (GSP#7) การลงทุนในระบบท่อส่งก๊าซ 14,957 ล้านบาท หรือสัดส่วน 20 % ครอบคลุมโครงการท่อส่งก๊าซบนบกเส้นที่ 5 และโครงการท่อส่งก๊าซบางปะกง-พระนครใต้ และอีกประมาณ 6,259 ล้านบาท หรือสัดส่วน 8 % จะใช้ในธุรกิจสถานีรับจ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Terminal) ซึ่งรวมถึงโครงการมาบตาพุด ระยะที่ 3 (ดำเนินงานโดย PTT Tank) และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของ PTT LNG
อีกทั้ง จะใช้งบลงทุนสำหรับกลุ่มธุรกิจปลายนํ้า การค้า และธุรกิจอื่นๆ ประมาณ 29,251 ล้านบาท หรือสัดส่วน 38% เพื่อผลักดัน PTT Tank ให้เป็นเรือธงด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Flagship) และขยายกิจกรรมการค้าในระดับสากล
ขณะที่ธุรกิจใหม่และความยั่งยืน ได้รับการจัดสรรงบลงทุนราว 1,519 ล้านบาท หรือสัดส่วน 2% เพื่อการลงทุนผ่าน Venture Capital และอีกสัดส่วน2% หรือราว 1,682 ล้านบาท จะใช้สำหรับธุรกิจที่ไม่ใช่ไฮโดรคาร์บอน (Non-Hydrocarbon Business) เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจวิทยาศาสตร์ชีวิต (Life Science) ของบริษัท Innobic และการพัฒนาโซ่คุณค่าของยานยนต์ไฟฟ้า (EV Value Chain) ของบริษัท Arun Plus
ทั้งนี้ กรอบเวลาการลงทุนของปตท. จะใช้เงินลงทุนสูงสุดในปี 2569 ประมาณ 28,608 ล้านบาท และค่อยๆ ลดสัดส่วนลงตามลำดับในแต่ละปี โดยปี 2570 วางงบไว้ที่ 23,868 ล้านบาท ปี 2571 จำนวน 12,875 ล้านบาท ปี 2572 จำนวน 6,195 ล้านบาท และปี 2573 จำนวน 5,026 ล้านบาท
รุกธุรกิจใหม่รับ Net Zero
ดร.คงกระพัน ยังกล่าวอีกว่า ภายใต้งบลงทุนของกลุ่มปตท.ดังกล่าว จะมุ่งเน้นการสร้างความสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานและการเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้การขับเคลื่อนกลยุทธ์ “C3 Framework” เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 15% ภายในปี 2578 (เมื่อเทียบกับปีฐาน 2564) และบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ภายใต้แผนแม่บทการลดก๊าซเรือนกระจก (PTT Group Decarbonization Master Plan) ของกลุ่มมีขั้นตอนและกลยุทธ์การดำเนินงานที่ชัดเจน
โดย C1 มุ่งเน้นการปรับปรุงสินทรัพย์เดิมให้ปล่อยคาร์บอนตํ่าที่สุด ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ และการจัดการก๊าซมีเทนจากต้นนํ้า ให้เป็นศูนย์ ภายในปี 2573 รวมถึงการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาปรับใช้ เช่น การดักจับ และใช้ประโยชน์จากคาร์บอน (CCU)โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และการจัดการก๊าซมีเทนให้เป็นศูนย์ (Near-zero methane) ภายในปี 2030
ปัจจุบันโครงการ SMR ดำเนินงานโดยบริษัท GPSC อยู่ระหว่างการศึกษาเทคโนโลยี ซึ่งจะเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญในแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของกลุ่ม ปตท. ในปี 2583 ขณะที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกักเก็บคาร์บอน (CCS) เช่น โครงการ Arthit CCS ที่ผ่านการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) แล้วเพื่อเริ่มกักเก็บคาร์บอน 1 ล้านตันต่อปีในปี 2571 ควบคู่ไปกับการพัฒนาEastern Thailand CCS Hub ที่คาดว่าจะมีศักยภาพกักเก็บได้มากกว่า 5 ล้านตันต่อปีในปี 2577
ขณะที่ C2 การปรับพอร์ตโฟลิโอไปสู่ธุรกิจคาร์บอนตํ่า โดยการเร่งพัฒนาและผลิตก๊าซธรรมชาติในแหล่งต่างๆ เนื่องจากการใช้ก๊าซธรรมชาติยังมีความสำคัญในช่วงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และสร้างการเติบโต โดยเฉพาะการสร้างการเติบโตสู่ Global Player ในธุรกิจ LNG ที่มี ตั้งเป้าหมายขยายปริมาณ LNG Portfolio จากปี 2568 ที่ 3.3 ล้านตันต่อปี (MTPA) ให้เพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 และก้าวกระโดดสู่ 15 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2578 รวมถึงการรุกเข้าสู่ธุรกิจไฮโดรเจนและแอมโมเนีย (H2/NH3) โดยเริ่มสร้างเครือข่ายอุปทานและโครงสร้างพื้นฐาน โดยมี โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการสาธิตการใช้แอมโมเนียผสมในโรงไฟฟ้า (Ammonia co-firing) ภายในปี 2573
อีกทั้ง การรุกลงทุนในระดับสากล ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม ทั้งบนบกและนอกชายฝั่ง (Onshore/Offshore wind) โดยเฉพาะในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างอินเดียและไต้หวัน เพื่อบรรลุเป้าหมายการเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนจาก 2.4 กิกะวัตต์ในปี 2568 ไปสู่ 9.4 กิกะวัตต์ ภายในปี 2573 รวมถึงการแสวงหาโอกาสในพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ เช่น โครงการHydrogen RE ในประเทศสกอตแลนด์เพื่อสั่งสมองค์ความรู้และเทคโนโลยี
รวมถึงการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานด้านยานยนต์ไฟฟ้ากลุ่มปตท. ได้ขยายเครือข่ายสถานีชาร์จ EV Station Pluz จนครอบคลุมครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีจำนวนสถานีชาร์จรวม 1,349 แห่ง ณ สิ้นปี 2568 นอกจากนี้ ยังสร้างการเติบโตในธุรกิจใหม่ที่หลากหลาย (Diversified Business) เช่น ธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bioproducts) อาทิ PLA และการก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตนํ้ามันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) รายแรกในประเทศไทย
ส่วน C3 การสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน รวมถึงการบริหารจัดการโครงการคาร์บอนเครดิต เช่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียว สถาบันปลูกป่าและระบบนิเวศ ปตท. มีพื้นที่ปลูกป่าใหม่สะสมปี 2566 – 2569 กว่า 146,000 ไร่ เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ เป็นต้น
เตรียม 2.3 แสนล้านรับวิกฤตพลังงาน
ทั้งนี้ จากวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น กลุ่มปตท.ได้ลงทุนล่วงหน้ากว่า 111,000 ล้านบาท ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้โรงกลั่น ในกลุ่ม ปตท. มีความเสถียรของเครื่องจักร (Reliability) และความยืดหยุ่น (Flexibility) ในการรองรับนํ้ามันดิบจากหลากหลายแหล่ง ส่งผลให้สามารถความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไว้ได้ โดยตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือนในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมา โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ได้เดินเครื่องเต็มกำลังมากกว่า 100%
นอกจากนี้ ปตท. ได้ปรับแผนการจัดหาและการผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อจัดส่งให้โรงไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยจัดหา Spot LNG จากประเทศนอกกลุ่มตะวันออกกลางตามที่ได้รับมอบหมายจากภาครัฐ ตลอดจนเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงโรงแยกก๊าซฯ หน่วยที่ 6 เพื่อให้โรงแยกก๊าซฯ ทุกหน่วยเดินเครื่องได้เต็มกำลัง ทำให้สามารถส่งก๊าซฯ ให้โรงไฟฟ้าและผลิต LPG เข้าสู่ระบบตามแผนอย่างต่อเนื่อง และจัดสรร LPG ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศเป็นหลัก
อีกทั้ง ได้จัดเตรียมสภาพคล่องเพิ่มขึ้นถึง 230,000 ล้านบาท ประกอบด้วยหลักประกันในการจัดซื้อนํ้ามันดิบ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) สำหรับการจัดหานํ้ามันและก๊าซฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 137,000 ล้านบาท เงินค้างชำระของกองทุนนํ้ามันเชื้อเพลิงจากการชดเชยราคา ประมาณ 35,000 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นถึงกว่า 600 ล้านบาทต่อเดือน หรือประมาณ 7,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าจะมีพลังงานที่มั่นคงเพียงพอตอบสนองความต้องการใช้ในประเทศได้







