thansettakij
thansettakij
ผ่าโครงสร้างพลังงานไทยติดกับดักนำเข้า ใช้ไฟฟ้าพุ่งแต่ผลิตเองได้แค่ครึ่งเดียว

ผ่าโครงสร้างพลังงานไทยติดกับดักนำเข้า ใช้ไฟฟ้าพุ่งแต่ผลิตเองได้แค่ครึ่งเดียว

17 พ.ค. 69 | 02:54 น.
อัปเดตล่าสุด :17 พ.ค. 69 | 03:43 น.

ชำแหละโครงสร้างพลังงานไทยล่าสุด เดือน ม.ค.-ก.พ. 69 ติดกับดักนำเข้า 2 แสนล้าน ใช้ไฟพุ่ง 5.7% แต่พึ่งพาตนเองด้านพลังงานขั้นต้นได้แค่ครึ่งเดียว ขณะที่การปล่อย CO2 ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดเผยรายงานภาพรวมพลังงานประจำเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569 พบการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายเพิ่มขึ้น 3.0% แตะ 1,521 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน แต่ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศสูงถึง 200,500 ล้านบาท

ขณะที่ความสามารถในการผลิตพลังงานขั้นต้นภายในประเทศอยู่ที่เพียง 49.8% ของความต้องการใช้ทั้งหมด หรือยังไม่ถึงครึ่งหนึ่ง

น้ำมันดิบกับดักใหญ่นำเข้า

รายงานฉบับนี้ระบุ มูลค่าการนำเข้าพลังงานในช่วง 2 เดือนแรกปีนี้ยังคงสูงถึง 200,500 ล้านบาท แม้จะลดลง 19.7% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือมูลค่าที่ลดลงนั้นส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลง โดยน้ำมันเบรนท์เฉลี่ยเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 69.40 USD/bbl ดูไบ 68.40 USD/bbl และเวสเท็กซัส 64.50 USD/bbl ไม่ใช่เพราะประเทศไทยลดการพึ่งพาการนำเข้าได้จริง

เมื่อพิจารณาโครงสร้างการนำเข้าพบว่า น้ำมันดิบยังคงเป็นรายการใหญ่ที่สุด โดยการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 1,003 พันบาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 90.5% ของการจัดหาน้ำมันดิบทั้งหมด แหล่งนำเข้าหลักยังคงเป็นตะวันออกกลาง 48.0% ตามด้วยกลุ่มอื่นๆ 23.3% และตะวันออกไกล 19.2%

ในขณะที่การนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปพุ่งสูงถึง 50.8% มาอยู่ที่ 5.8 ล้านลิตรต่อวัน สะท้อนว่าแม้แต่กำลังการกลั่นในประเทศที่ใช้งานอยู่ระดับ 85.2% ของกำลังการกลั่นทั้งหมด 1,242 พันบาร์เรลต่อวัน ก็ยังตามไม่ทันความต้องการที่ฟื้นตัวขึ้น

LNG นำเข้าเพิ่ม 29.3%

ด้านก๊าซธรรมชาติ การนำเข้าขยายตัว 8.8% อยู่ที่ 1,782 MMSCFD โดยส่วนสำคัญมาจาก LNG นำเข้าที่เพิ่มขึ้นถึง 29.3% สัดส่วนการนำเข้าก๊าซจากเมียนมา (ยาดานา เยตากุน และซอติก้า) คิดเป็น 37.7% ของการจัดหาก๊าซธรรมชาติรวมทั้งหมด ซึ่งยังเป็นตัวเลขที่สูงและมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่มูลค่าการส่งออกพลังงานทำได้เพียง 33,000 ล้านบาท ลดลง 11.9% สะท้อนภาวะขาดดุลพลังงานที่กว้างออกอย่างต่อเนื่อง

พลังงานขั้นต้นพึ่งตนเองได้แค่ 49.8%

ภาคไฟฟ้าเป็นจุดที่สะท้อนความเปราะบางของโครงสร้างพลังงานไทยได้ชัดเจนที่สุด เมื่อการใช้ไฟฟ้าพุ่งขึ้น 5.7% แตะ 32,164 GWh ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในบรรดาพลังงานทุกประเภท Peak ในระบบ 3 การไฟฟ้า ณ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 พุ่งสูงถึง 32,614 MW เพิ่มขึ้น 5.8% จาก Peak ปีก่อน ภาคอุตสาหกรรมใช้ไฟมากที่สุด 43% ตามด้วยครัวเรือนและธุรกิจรวม 52%

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือตัวเลขเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะอัตราส่วนการพึ่งพาตนเองในการจัดหาพลังงานขั้นต้นของประเทศอยู่ที่เพียง 49.8% หมายความว่าพลังงานขั้นต้นมากกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งประเทศยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และเมื่อการใช้ไฟฟ้าเติบโตเร็ว โดยที่กำลังผลิตตามสัญญารวมอยู่ที่ 53,257 MW และพึ่งก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักถึง 61.1% ในการผลิตไฟฟ้า ความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซจึงทวีความรุนแรงขึ้นโดยอัตโนมัติ

ยิ่งกว่านั้น ตัวเลข R/P ratio หรืออายุสำรองพลังงานเมื่อเทียบกับอัตราการผลิตปัจจุบัน อยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงมาก โดยน้ำมันดิบเหลือเพียง 4.1 ปี และก๊าซธรรมชาติ 4.5 ปีเท่านั้น ในด้านพลังงานทดแทน แม้สัดส่วนพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมรวมกันจะอยู่ที่ราว 20% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอที่จะลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาตินำเข้าได้อย่างมีนัยสำคัญ

ก๊าซธรรมชาติโตพุ่ง

การจัดหาก๊าซธรรมชาติรวมเพิ่มขึ้น 3.2% อยู่ที่ 4,730 MMSCFD ขณะที่การใช้จริงพุ่ง 7.0% อยู่ที่ 4,641 MMSCFD โดยภาคการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 10.7% โรงแยกก๊าซ 3.6% และอุตสาหกรรม 1.5% ตามลำดับ แสดงให้เห็นความต้องการก๊าซที่โตเร็วกว่าการจัดหาในประเทศอย่างต่อเนื่อง

ส่วนถ่านหินและลิกไนต์ การจัดหารวมลดลง 15.7% อยู่ที่ 4,610 พันตัน โดยการผลิตลิกไนต์ในประเทศหดตัวถึง 58.9% เหลือ 857 พันตัน ขณะที่การนำเข้าถ่านหินเพิ่มขึ้น 10.9% อยู่ที่ 3,753 พันตัน ที่น่าสนใจคือการใช้ถ่านหินเพื่อผลิตไฟฟ้าลดลงชัดเจน 47.5% แต่การใช้ในภาคอุตสาหกรรมกลับเพิ่มขึ้น 14.7% สะท้อนการปรับทิศทางของอุตสาหกรรมที่ยังพึ่งถ่านหินในกระบวนการผลิต

ปล่อย CO2 ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก

ด้านสิ่งแวดล้อม การปล่อย CO2 รวมทุกสาขาอยู่ที่ 38.0 ล้านตัน ลดลงเล็กน้อย 0.1% โดยภาคการผลิตไฟฟ้าปล่อยลดลงชัดเจน 8.4% มาอยู่ที่ 12.0 ล้านตัน เป็นสัญญาณบวกจากการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 7.3% และภาคขนส่งเพิ่มขึ้น 0.5%

อย่างไรก็ดี ตัวเลขการปล่อย CO2 ต่อ GDP ยังอยู่ที่ 20.79 ตัน CO2 ต่อล้านบาท ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา เอเชีย และจีน ส่วนการปล่อย CO2 ต่อหน่วยการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 0.343 กิโลกรัม CO2/kWh ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกและเอเชียแต่ยังสูงกว่าสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา บ่งชี้ว่าการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของไทยยังต้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง

ภาพรวมพลังงาน 2 เดือนแรกของปี 2569 สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังเดินอยู่บนเส้นทางที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าเป็นหลัก ท่ามกลางความต้องการใช้ที่เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคไฟฟ้าที่โตเร็วที่สุด การเร่งขยายพลังงานทดแทน ลดการพึ่งพา LNG และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน จึงไม่ใช่แค่นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม แต่คือกุญแจสำคัญในการลดภาระงบประมาณนำเข้ากว่า 2 แสนล้านบาทที่ไหลออกนอกประเทศในทุกปี.