thansettakij
thansettakij
จับตากู้เปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้าน เสี่ยงอุ้มกลุ่มทุน มากกว่าช่วยประชาชน

จับตากู้เปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้าน เสี่ยงอุ้มกลุ่มทุน มากกว่าช่วยประชาชน

14 พ.ค. 69 | 08:15 น.
อัปเดตล่าสุด :14 พ.ค. 69 | 08:23 น.

ผู้เชี่ยวชาญไม่เห็นด้วยรัฐบาลกู้ 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน ชี้ยังติดหล่มโครงสร้างผูกขาด-ค่าไฟแพง ซ้ำเสี่ยงชนเพดานหนี้สาธารณะ 70% เตือนเงินก้อนใหญ่สุดท้ายอาจไหลเข้ากลุ่มทุนพลังงานมากกว่าถึงมือประชาชน เสนอใช้กลไกแบงก์รัฐปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำแทนการสร้างภาระหนี้ระยะยาวแก่ประเทศ

KEY

POINTS

  • นักวิชาการไม่เห็นด้วยกับการกู้เงิน 2 แสนล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ชี้ว่าเป็นการสร้างภาระหนี้สาธารณะโดยไม่จำเป็น และควรเร่งรัดแผนงานเดิมที่มีอยู่แล้ว
  • มีความกังวลว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากเงินกู้คือกลุ่มทุนและบริษัทเอกชน ไม่ใช่ประชาชนทั่วไปที่ยังเผชิญกับต้นทุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่สูง
  • ปัญหาค่าไฟแพงเกิดจากโครงสร้างพลังงานที่ผูกขาดและกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองที่สูงเกินไป ซึ่งการอัดฉีดเงินโดยไม่ปฏิรูปโครงสร้างจะไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ให้ความเห็นกับ ฐานเศรษฐกิจ” โดยแสดงความไม่เห็นด้วยต่อแนวคิดของรัฐบาลในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยแบ่งวงเงินประมาณ 200,000 ล้านบาท สำหรับรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ แม้จะยอมรับว่าการเดินหน้าสู่พลังงานสะอาดเป็นสิ่งจำเป็น แต่เห็นว่าการกู้เงินก้อนใหญ่ในเวลานี้อาจไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสม และเสี่ยงสร้างภาระหนี้สาธารณะระยะยาวโดยไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริง

รัฐมีงบฯปกติและแผนงานด้านพลังงานอยู่แล้ว

ทั้งนี้ในเชิงแนวคิด ตนเห็นด้วยกับการผลักดันพลังงานสะอาด เพราะเป็นทิศทางที่ทั่วโลกกำลังมุ่งไป ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงพลังงาน และการแข่งขันทางเศรษฐกิจ แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่เห็นด้วยกับการกู้เงินเพิ่มอีก 200,000 ล้านบาท เนื่องจากรัฐบาลมีงบประมาณปกติและแผนงานด้านพลังงานอยู่แล้ว คำถามสำคัญคือเหตุใดจึงไม่เร่งรัดแผนเดิมให้เกิดผลเร็วขึ้น แทนการสร้างภาระหนี้สาธารณะเพิ่มเติม

“ต่อให้กู้มาอีก 2 แสนล้านบาท แต่ถ้าโครงสร้างพลังงานยังเหมือนเดิม ผลลัพธ์ก็อาจไม่ได้เต็มร้อย การใส่เงินลงไปในระบบที่ยังไม่เปลี่ยน ก็เหมือนละลายงบประมาณโดยที่โครงสร้างพื้นฐานไม่ได้ขยับตาม” ดร.อัทธ์ กล่าว

ขณะเดียวกันกับดักสำคัญ คือโครงสร้างพลังงานไทยยังอยู่ภายใต้ระบบผูกขาด โดยเฉพาะภาคไฟฟ้า แม้ประชาชนหรือเอกชนจะลงทุนโซลาร์เซลล์หรือโซลาร์ฟาร์ม แต่ก็ยังต้องขายไฟคืนให้รัฐในราคาที่รัฐกำหนด ไม่ได้เปิดเสรีให้ซื้อขายกันตามกลไกตลาด ส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟของไทยยังสูง แม้กำลังการผลิตพลังงานสะอาดจะเพิ่มขึ้นก็ตาม

"ค่าไฟทิพย์"ประชาชนแบกรับภาระสูงเกินจริง

นอกจากนี้ ไทยยังมีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองในระดับสูงเกินความจำเป็น เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ค่าไฟทิพย์” หรือการที่ประชาชนต้องแบกรับต้นทุนจากศักยภาพโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้ถูกใช้งานจริง เพื่อรองรับความเสี่ยงให้กับระบบของรัฐ ซึ่งกลายเป็นต้นทุนสะสมที่ทำให้ค่าไฟฟ้าไทยแพงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค

ในด้านน้ำมัน ดร.อัทธ์มองว่า ไทยยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนในการใช้ไบโอดีเซลเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ต่างจากอินโดนีเซียหรือมาเลเซียที่ผลักดัน B50 อย่างจริงจัง และสั่งให้อุตสาหกรรมยานยนต์ปรับเครื่องยนต์รองรับ ขณะที่ไทยยังวนเวียนอยู่กับ B20 และใช้นโยบายดีเซลเป็นเพียงเครื่องมือพยุงราคาปาล์มน้ำมันเป็นครั้งคราวเท่านั้น

สำหรับคำถามว่าใครจะได้ประโยชน์จากเงินกู้ 200,000 ล้านบาท หากรัฐบาลเดินหน้าโครงการต่อ ดร.อัทธ์มองว่า กลุ่มที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดคือบริษัทเอกชน ผู้นำเข้าแผงโซลาร์เซลล์ และห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ประชาชนทั่วไปอาจได้รับประโยชน์ค่อนข้างน้อย เนื่องจากต้นทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือนยังสูงถึง 100,000-200,000 บาท แม้รัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือบางส่วน แต่ประชาชนจำนวนมากก็ยังไม่มีเงินสมทบทุนในส่วนที่เหลือ

“เงินก้อนนี้อาจกลายเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประโยชน์ไหลไปสู่ภาคธุรกิจมากกว่าประชาชนฐานราก” ดร.อัทธ์กล่าวและยังแสดงความกังวลต่อผลกระทบด้านเสถียรภาพการคลัง โดยมองว่าเงินกู้ก้อนนี้เปรียบเสมือน กระสุนชุดสุดท้าย ภายใต้กรอบเพดานหนี้สาธารณะ 70% ต่อ GDP หากกู้เพิ่มมากกว่านี้อาจต้องแก้กฎหมาย ทั้งที่เศรษฐกิจไทยปัจจุบันยังไม่อยู่ในภาวะวิกฤตเหมือนช่วงโควิด-19 หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง เพราะการส่งออกยังขยายตัวได้ และยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ยังเติบโตสูง

แนะใช้กลไกแบงก์ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแทนกู้เงิน

ในมุมของการแข่งขันดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ หรือ FDI ดร.อัทธ์เตือนว่า หากไทยยังมีต้นทุนค่าไฟสูงและไม่เปิดเสรีพลังงาน อาจเสียเปรียบเวียดนามที่เริ่มเปิดให้ผู้ผลิตไฟฟ้าขายตรงแก่โรงงานอุตสาหกรรมได้แล้ว ส่งผลให้นักลงทุนอาจย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่าในอนาคต

 ดร.อัทธ์ ได้เสนอทางออกที่มองว่าเหมาะสมกว่า คือการใช้กลไกธนาคารของรัฐหรือธนาคารพาณิชย์ ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ SME และภาคเกษตรลงทุนด้านพลังงานสะอาดโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้เกิดการปรับตัวได้ทันที โดยไม่ต้องสร้างภาระหนี้ก้อนใหญ่ให้ประชาชนและคนรุ่นหลังต้องชำระคืนผ่านภาษีในอนาคต