thansettakij
thansettakij
กฟผ. ดัน AI-Grid Forming รับพลังงานหมุนเวียน ชู UGT เพิ่มแต้มต่อแข่งขันไทย

กฟผ. ดัน AI-Grid Forming รับพลังงานหมุนเวียน ชู UGT เพิ่มแต้มต่อแข่งขันไทย

07 พ.ค. 69 | 04:13 น.
อัปเดตล่าสุด :07 พ.ค. 69 | 04:16 น.

กฟผ. เดินหน้าดัน AI-Grid Forming รับพลังงานหมุนเวียน ชู UGT เพิ่มแต้มต่อแข่งขันไทย EV-โซลาร์รูฟท็อปเขย่าระบบไฟฟ้า กฟภ. เตือนหม้อแปลงอาจเป็นระเบิดเวลา

KEY

POINTS

  • กฟผ. ผลักดันกลไก Utility Green Tariff (UGT) เพื่อให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถเลือกซื้อพลังงานสะอาดได้ตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
  • นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้ได้ค่าพยากรณ์ที่แม่นยำและช่วยบริหารจัดการความมั่นคงของระบบ
  • พัฒนาเทคโนโลยี Grid Forming ควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) และโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ เพื่อรักษาเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า รองรับพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวน

นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการแผนยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยผ่านเวทีเสวนา Clean Energy Transition: Digital Operations & Grid Resilience ในงาน IEEE PES DAY 2026 ว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่เพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่คือความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กฟผ. จึงได้ผลักดันกลไก Utility Green Tariff (UGT) เพื่อแยกสิทธิ์สีเขียวออกจากเนื้อพลังงานไฟฟ้า ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถเลือกซื้อพลังงานสะอาดได้ตามความต้องการด้านกายภาพหรือระบุแหล่งที่มาได้ 

สอดคล้องกับมาตรฐานที่คู่ค้ายอมรับ (RE100 Criteria Procurement) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ขณะเดียวกันไทยกำลังก้าวเข้าสู่ระยะของการปรับตัวที่พลังงานหมุนเวียนเริ่มมีความท้าทายกับระบบไฟฟ้า จึงต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยบริหารจัดการเพื่อรักษาความมั่นคง 

กฟผ. จึงได้นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) มาใช้ในการพยากรณ์พลังงานหมุนเวียน (Renewable Forecasting) ซึ่งต้องใช้ AI หลายตัวที่มีความแม่นยำต่างกันตามสภาพอากาศ มาประมวลผลร่วมกันหรือที่เรียกว่า Ensemble เพื่อให้ได้ค่าพยากรณ์ที่แม่นยำที่สุด นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นของระบบโครงข่ายไฟฟ้า โดยปรับปรุงโรงไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่นสามารถเดินเครื่องตอบสนองได้รวดเร็วขึ้น มีการใช้แบตเตอรี่ หรือ BESS (Synthetic Inertia) และระบบพลังน้ำแบบสูบกลับ Pumped Storage Hydro (Real Inertia) 

กฟผ. ดัน AI-Grid Forming รับพลังงานหมุนเวียน ชู UGT เพิ่มแต้มต่อแข่งขันไทย

 

ซึ่งมีประสิทธิภาพในการจัดเก็บและจ่ายพลังงานรวมถึงเทคโนโลยี Grid Forming ที่ช่วยรักษาแรงดันและความถี่ให้กับโครงข่าย เพื่อพยุงระบบและรองรับพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวน (Variable Renewable Energy: VRE)

 

นายสมชาย ทรงศิริ รองผู้ว่าการประจำผู้ว่าการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายจากยานยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี (EV) และ Solar Rooftop ที่ทำให้พฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่พีคไฟฟ้าเริ่มย้ายจากช่วงเย็นไปอยู่ช่วงเวลากลางคืน เนื่องจากการชาร์จ EV ซึ่งหากไม่มีการจัดการที่ดี สิ่งนี้อาจกลายเป็นระเบิดเวลาสำหรับหม้อแปลงไฟฟ้าในระบบ 

กฟภ. จึงเสนอทางออกด้วยโมเดลโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบใหม่ Infrastructure as a Service ดึงภาคเอกชนร่วมลงทุนในสมาร์ทมิเตอร์ (Advanced Metering Infrastructure: AMI) เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐ พร้อมแนะให้เปลี่ยนแนวทางการกำกับดูแลจากเดิมที่เน้นยอดเงินการลงทุน (Investment-based Regulation) ไปสู่การวัดผลที่ประสิทธิภาพ (Performance-based Regulation) เพื่อจูงใจให้เกิดการพัฒนาโครงข่ายอัจฉริยะที่คุ้มค่าและยั่งยืนกว่าเดิม

นายคณาธิป สพันธุพงษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ฉายภาพกรุงเทพฯ และปริมณฑลในอนาคตปี 2580 คาดว่าจะมีโซลาร์เซลล์ (Solar PV) ในระบบกว่า 6,300 เมกะวัตต์ และมี EV มากถึง 2.8 ล้านคัน ความท้าทายหลักของ กฟน. คือเรื่องคุณภาพไฟฟ้า เช่น แรงดันเกินและเกิดผลกระทบต่อโหลดของหม้อแปลงไฟฟ้า กฟน. จึงมุ่งพัฒนาด้าน Digitalization ทั้งการติดตั้งระบบโครงข่ายมิเตอร์อัจฉริยะ (AMI) และระบบบริหารจัดการโหลดของหม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer Load Monitoring: TLM) การปรับปรุงสถานีไฟฟ้าย่อยเป็นระบบดิจิทัล รวมถึงเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น แพลตฟอร์ม DERMS (Distributed Energy Resource Management System) เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรพลังงานที่กระจายตัวเหล่านี้ 

และการใช้ระบบ ADMS ในการวิเคราะห์และควบคุมโครงข่ายแบบ Real-time ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ และความปลอดภัย เพื่อยกระดับความยืดหยุ่นของโครงข่าย สร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าในเขตเมือง

นายวรวุฒิ วรุตตมพรสุ Country Managing Director บริษัท ฮิตาชิ เอนเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่าโจทย์ที่ท้าทายในปัจจุบันคือความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น การจัดหาพลังงานให้เพียงพอและมั่นคง และการลดการปล่อยคาร์บอน ดังนั้นเทคโนโลยีที่ทำได้เร็ว สะดวก และราคาถูก จะถูกเลือกนำมาใช้งานก่อน จะเห็นได้ว่า Grid มีความพร้อมอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ขาดคือความร่วมมือ (Partnership & Collaboration) การจัดการด้านข้อมูลการใช้ไฟฟ้าของประชาชนและกลุ่มอุตสาหกรรมจึงจำเป็นอย่างมากและจะช่วยให้การบริหารจัดการระบบไฟฟ้าให้เกิดความมั่นคงได้ ซึ่งต้องดำเนินไปพร้อมกับการรักษาสมดุล 3 ด้าน (Energy Triangle) คือ ความมั่นคง (Security), ราคาที่เข้าถึงได้ (Affordability) และความยั่งยืน (Sustainability)