
ส.อ.ท.ห่วง’ค่าไฟขั้นบันได’ กระทบโรงงานหนัก-ฉุดแข่งขันอุตสาหกรรมไทย
ส.อ.ท.ห่วงค่าไฟขั้นบันได กระทบโรงงานหนัก-ฉุดแข่งขันอุตสาหกรรมไทย เตือนรัฐอย่าใช้โมเดลบ้านเรือนกับภาคผลิต เสี่ยง SMEs เจ็บหนัก ชี้ต้องแยกโครงสร้าง
KEY
POINTS
- ส.อ.ท. แสดงความกังวลว่านโยบายค่าไฟแบบขั้นบันได (ยิ่งใช้เยอะ ยิ่งจ่ายแพง) จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคอุตสาหกรรมและโรงงาน
- ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นจะทำให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs และอุตสาหกรรมหนัก (เช่น เหล็ก) สูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับสินค้านำเข้า
- เสนอให้ภาครัฐแยกโครงสร้างค่าไฟภาคอุตสาหกรรมออกจากภาคครัวเรือน และมีมาตรการอุดหนุนเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเป็นนโยบายเชิงประชานิยมทเพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง โดย ส.อ.ท.กังวลหากรัฐบาลนำโมเดลค่าไฟแบบขั้นบันไดมาใช้กับภาคอุตสาหกรรมจะกระทบรุนแรงต่ออุตสาหกรรมหนักที่เป็นต้นน้ำ
ทั้งนี้ กลุ่มผู้ใช้ไฟต่ำกว่า 200 หน่วย (บ้านที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศหรือมีเครื่องใช้ไฟฟ้าน้อย) จะได้ใช้ค่าไฟต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วย ถูกกว่าอัตราเดิมที่ 3.88 บาท
ขณะที่กลุ่มที่ใช้ไฟ 201-400 หน่วย ต้องจ่ายในอัตราใหม่ที่ 3.95 บาท (เพิ่มขึ้น 7 สตางค์) และกลุ่มที่ใช้เกิน 400 หน่วยขึ้นไปที่เป็นบ้านใหญ่มีกำลังซื้อสูงที่รัฐบาลมองเป็นกลุ่มมีศักยภาพใช้จ่ายและควรส่งเสริมให้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป
“ในมุมของภาคสังคม การช่วยผู้มีรายได้น้อยถือเป็นเรื่องดีและตรงประเด็น เพราะช่วยลดค่าใช้จ่ายในภาวะที่รายได้ยังไม่ฟื้นตัว และยังเป็นการส่งสัญญาณให้เกิดการประหยัดพลังงานในภาคประชาชนด้วย”
อย่างไรก็ตาม มองว่ารัฐบาลไม่ควรนำตรรกะใช้เยอะจ่ายแพงมาใช้กับภาคอุตสาหกรรมได้เหมือนภาคครัวเรือน เพราะภาคธุรกิจและโรงงานมีลักษณะใช้ไฟต่างกัน โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่แม้เป็นรายเล็กแต่ปริมาณการใช้ไฟมักเกิน 400 หน่วย หากต้องอยู่เกณฑ์เดียวกับบ้านใหญ่ที่ต้องจ่ายค่าไฟแพงจะทำให้ SMEs ได้รับผลกระทบหนักจนอาจอยู่ไม่รอด
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่โดยเฉพาะอุตสาหกรรมต้นน้ำ เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก เป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้พลังงานสูง (Energy Intensive) หากรัฐบาลไม่มีนโยบายอุดหนุนหรือแยกอัตราค่าไฟให้ชัดเจน แต่ไปเพิ่มต้นทุนจะทำให้อุตสาหกรรมสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
อย่างไรก็ดี ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ หากต้นทุนค่าไฟในประเทศสูงเกินไป จะทำให้ผู้ประกอบการแบกรับภาระไม่ได้ และท้ายที่สุดไทยต้องพึ่งการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะจากจีนที่มีต้นทุนถูกกว่า ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ชาติ
“อุตสาหกรรมต้นน้ำอย่างเหล็ก ต้องมีอยู่ในประเทศเพื่อความมั่นคง หากพึ่งพาแต่การนำเข้า เมื่อเกิดสงครามหรือความผันผวนของนโยบายเศรษฐกิจโลกจะตกอยู่ในสถานะที่ลำบากมาก รัฐบาลต้องมองโมเดลในต่างประเทศที่เขาให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล่านี้ ไม่ใช่ยิ่งใช้เยอะยิ่งเก็บแพง เพราะนี่คือต้นทางของอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งหมด”
ขณะนี้ภาคเอกชนยังคงรอความชัดเจนจากรัฐบาลเกี่ยวกับแพ็กเกจค่าไฟในภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจ จึงขอเสนอแนะแนวทาง ประกอบด้วย
- แยกโครงสร้างค่าไฟภาคผลิตออกจากภาคครัวเรือน ไม่ใช้โมเดลขั้นบันไดที่ลงโทษผู้ใช้ไฟปริมาณมาก
- นโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมหนัก รัฐบาลควรมีเงินอุดหนุน (Subsidize) หรือมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน
- มาตรการเสริมสำหรับโซลาร์รูฟ นอกจากเชิญชวนให้ติดตั้ง รัฐควรมีแพ็กเกจสนับสนุนด้านการลงทุนเพื่อให้ผู้ประกอบการและภาคครัวเรือนขนาดใหญ่เข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น







