thansettakij
thansettakij
เปิดประวัติ’ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รมว.พลังงานคนใหม่ ท้าชนอำนาจกลุ่มผลประโยชน์

เปิดประวัติ’ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รมว.พลังงานคนใหม่ ท้าชนอำนาจกลุ่มผลประโยชน์

31 มี.ค. 69 | 06:42 น.
อัปเดตล่าสุด :31 มี.ค. 69 | 06:46 น.

เปิดประวัติ’ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ ท้าชนอำนาจกลุ่มผลประโยชน์ เดินหน้ารื้อระบบโครงสร้าง

KEY

POINTS

  • นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่
  • ประกาศภารกิจเร่งด่วนในการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ ทั้งราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า เพื่อแก้ปัญหาที่ฝังรากลึก
  • เตรียมรื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน ตรวจสอบค่าการกลั่นของผู้ประกอบการ และแก้ปัญหาการกักตุนหรือลักลอบส่งออกน้ำมัน
  • ยืนยันจุดยืนว่าจะทำงานโดยไม่เกรงใจกลุ่มผลประโยชน์ใดๆ และพร้อมเผชิญแรงต้านเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการให้ประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 19 มีนาคม พุทธศักราช 2569 แล้วนั้น บัดนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เลือกผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบต่อไปแล้ว

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งรัฐมนตรี

ตำแหน่งสำคัญเวลานี้อีกหนึ่งกระทรวงคงหนีไม่พ้นกระทรวงพลังงาน เพราะเวลานี้โลก และประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่จากปัญหาสงครามตะวันออกกลาง

โดยผู้ที่เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ก็คือนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ 

เปิดประวัติ’ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รมว.พลังงานคนใหม่ ท้าชนอำนาจกลุ่มผลประโยชน์

 

ทั้งนี้ “ฐานเศรษฐกิจ” จะพาไปทำความรู้จักกับ “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” ให้เพิ่มมากขึ้น 

ประวัติ

ชื่อเล่น

  • ขิง

วันเกิด

  • 12 มกราคม 2529 

อายุ 

  • อายุ 40 ปี 

บิดา

  • นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

มารดา

  • ดร.ศรีสกุล พร้อมพันธุ์ แต่หย่าร้าง จากนั้นดร.ศรีสกุล ได้มาแต่งงานใหม่กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี 

การศึกษา

  • จบการศึกษา ระดับมัธยมศึกษาจาก Charterhouse School สหราชอาณาจักร 
  • จบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการจัดการ (EEM) จาก มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford) 
  • ปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์และการจัดการ จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเช่นกัน

เส้นทางการเมือง 

นายเอกนัฏก้าวเข้าสู่สนามการเมืองตั้งแต่อายุไม่มาก เริ่มต้นด้วยการเป็น สส.กรุงเทพมหานคร เขตทวีวัฒนา-หนองแขม ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ในปี 2544 ซึ่งขณะนั้นเป็น สส. ที่มีอายุน้อยที่สุดในสภา แค่อายุ 25 ปี

อย่างไรก็ดี จุดพลิกผันสำคัญของชีวิตการเมือง คือการเป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ในปี 2556-2557 โดยทำหน้าที่เป็น โฆษก กปปส. ขับไล่รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งทำให้นายเอกนัฏเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะคนรุ่นใหม่ที่พูดจาฉะฉาน

หลังจากเว้นวรรคและลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ในปี 2565 ได้เข้ามาเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ  เป็นทั้งผู้ร่วมก่อตั้งและดำรงตำแหน่ง เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ซึ่งเป็นพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ก่อนจะมาร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย และได้นั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในครม.แพทองธาร ชินวัตร

เปิดประวัติ’ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รมว.พลังงานคนใหม่ ท้าชนอำนาจกลุ่มผลประโยชน์

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ยุคพรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาล พรรครวมไทยสร้างชาติได้แบ่งก๊กเหล่า นายเอกนัฏตัดสินใจแยกทางเดินกับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค มาอยู่ในสังกัดพรรคภูมิใจไทยเพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง มีบทบาทสำคัญในการดูแลพื้นที่ กทม. แม้จะพลาดไม่ได้สักเก้าอี้ 

แต่เมื่อเข้าสู่การจัดตั้งครม.อนุทิน 2 ก็มีชื่อ นายเอกนัฏ ถูกวางตัวไปนั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยมีกระแสข่าวสะพัดว่านายสุเทพ เป็นผู้เจรจาตำแหน่งดังกล่าวให้ และล่าสุดก็ได้รับตำแหน่ง รมว.อุตสาหกรรม

ล้างบางโครงสร้างพลังงาน

ก่อหน้านี้นายเอกนัฏ เคยให้สัมภาษณ์โดยระบุว่า ภารกิจเร่งด่วนของกระทรวงพลังงานในยุคใหม่ ต้องกล้าตัดสินใจแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ไปจนถึงความไม่โปร่งใสในระบบ โดยการทำงานจะยึดข้อมูลจากประชาชนเป็นตัวตั้ง มากกว่ารายงานจากหน่วยงานรัฐเพียงด้านเดียว

ซึ่งจุดเริ่มต้นสำคัญคือการรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ โดยเฉพาะกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยปัจจุบันถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ จากเครื่องมือชั่วคราวเพื่อบรรเทาผลกระทบ กลายเป็นกลไกถาวรที่บิดเบือนราคา

ดังนั้น ในบทบาทของกองทุนน้ำมันฯ เงินที่นำไปอุดหนุนราคาน้ำมันนั้น แท้จริงแล้วช่วยประชาชน หรือกลับกลายเป็นการชดเชยต้นทุนและกำไรให้ผู้ประกอบการในระบบ จึงจำเป็นต้องเปิดข้อมูลเชิงลึกทั้งหมดเพื่อให้สังคมตรวจสอบได้

อีกทั้งจะต้องเรียกผู้ประกอบการโรงกลั่นเข้าหารือ เพื่อทบทวนโครงสร้างรายได้ โดยเฉพาะค่าการกลั่น (GRM) และกำไรจากสต็อกน้ำมัน หรือ Stock Gain ที่เพิ่มสูงในช่วงวิกฤติ ซึ่งต้องมีความโปร่งใสและสะท้อนต้นทุนจริง ไม่ใช่สร้างภาระให้ประชาชนในช่วงราคาพลังงานผันผวน

สำหรับปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ทั้งน้ำมันขาดแคลนและราคาผันผวนนั้น ต้องเร่งตรวจสอบการไหลของน้ำมันทั้งระบบ โดยใช้อำนาจตามกฎหมายเรียกข้อมูลจากคลังน้ำมันและผู้ค้า เพื่อดูเส้นทางน้ำมันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

ปัจจุบันมีความผิดปกติของปริมาณน้ำมันในระบบ โดยข้อมูลที่ได้รับจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่ามีการเบิกจ่ายออกจากคลังมากขึ้น แต่กลับไม่ถึงมือผู้บริโภค สะท้อนความเป็นไปได้ของการกักตุนหรือการลักลอบส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

สำหรับแนวทางแก้ไขคือการสร้างระบบติดตามแบบเรียลไทม์ ทั้ง Dashboard กลาง และการติดตั้ง GPS ในรถขนน้ำมัน เพื่อให้รัฐสามารถตรวจสอบได้ว่าน้ำมันถูกส่งถึงปลายทางจริง ลดช่องโหว่การรั่วไหลออกนอกระบบ

อีกหนึ่งข้อเสนอเชิงโครงสร้าง คือการจัดตั้งคลังสำรองน้ำมันของรัฐ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการวิกฤติพลังงาน โดยไม่ต้องพึ่งพาการสำรองของเอกชนเพียงอย่างเดียว

“หากรัฐมีน้ำมันสำรองในมือ จะสามารถอัดฉีดเข้าสู่ระบบได้ทันทีในช่วงวิกฤต ช่วยควบคุมราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดภาระการใช้งบจากกองทุนน้ำมันที่ต้องอุดหนุนเอกชนเหมือนในปัจจุบัน”

นอกจากนี้ ในระยะยาวเสนอการปฏิรูปโครงสร้างไฟฟ้าผ่านการเปิดเสรีตลาดไฟฟ้า เพื่อลดบทบาทการผูกขาดของผู้ซื้อรายเดียว และเปิดทางให้เกิดการแข่งขันในระบบมากขึ้น

แนวทางสำคัญคือการส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน ให้สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เอง และขายไฟส่วนเกินเข้าสู่ระบบได้ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าไฟและกระจายอำนาจการผลิตพลังงานออกจากศูนย์กลาง

"แนวทางการทำงานจะยึดหลักไม่เกรงใจอำนาจใด และพร้อมเผชิญแรงต้านจากทุกฝ่าย หากเป็นการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนปัญหาพลังงานไทยแก้ได้ ถ้ามีความกล้าและตั้งใจจริง"

นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า จากประสบการณ์การลงพื้นที่ที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าข้อมูลจากประชาชนสะท้อนความจริงมากกว่ารายงานราชการในหลายกรณี โดยยืนยันว่าหากได้รับตำแหน่ง จะเดินหน้าปฏิรูปพลังงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่รับใบสั่งจากกลุ่มผลประโยชน์ใด ซึ่งหากตนมารับตำแหน่งรมว.พลังงานจริง การเข้ามาครั้งนี้ไม่ใช่เพียงบริหาร แต่คือการรื้อระบบที่ฝังรากมานาน เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภคไทยทั้งประเทศ