
เปิดประวัติ’ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รมว.พลังงานคนใหม่ ท้าชนอำนาจกลุ่มผลประโยชน์
เปิดประวัติ’ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ ท้าชนอำนาจกลุ่มผลประโยชน์ เดินหน้ารื้อระบบโครงสร้าง
KEY
POINTS
- นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่
- ประกาศภารกิจเร่งด่วนในการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ ทั้งราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า เพื่อแก้ปัญหาที่ฝังรากลึก
- เตรียมรื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน ตรวจสอบค่าการกลั่นของผู้ประกอบการ และแก้ปัญหาการกักตุนหรือลักลอบส่งออกน้ำมัน
- ยืนยันจุดยืนว่าจะทำงานโดยไม่เกรงใจกลุ่มผลประโยชน์ใดๆ และพร้อมเผชิญแรงต้านเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชน
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการให้ประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 19 มีนาคม พุทธศักราช 2569 แล้วนั้น บัดนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เลือกผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบต่อไปแล้ว
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งรัฐมนตรี
ตำแหน่งสำคัญเวลานี้อีกหนึ่งกระทรวงคงหนีไม่พ้นกระทรวงพลังงาน เพราะเวลานี้โลก และประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่จากปัญหาสงครามตะวันออกกลาง
โดยผู้ที่เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ก็คือนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์
ทั้งนี้ “ฐานเศรษฐกิจ” จะพาไปทำความรู้จักกับ “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” ให้เพิ่มมากขึ้น
ประวัติ
ชื่อเล่น
- ขิง
วันเกิด
- 12 มกราคม 2529
อายุ
- อายุ 40 ปี
บิดา
- นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
มารดา
- ดร.ศรีสกุล พร้อมพันธุ์ แต่หย่าร้าง จากนั้นดร.ศรีสกุล ได้มาแต่งงานใหม่กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี
การศึกษา
- จบการศึกษา ระดับมัธยมศึกษาจาก Charterhouse School สหราชอาณาจักร
- จบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และการจัดการ (EEM) จาก มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford)
- ปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์และการจัดการ จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเช่นกัน
เส้นทางการเมือง
นายเอกนัฏก้าวเข้าสู่สนามการเมืองตั้งแต่อายุไม่มาก เริ่มต้นด้วยการเป็น สส.กรุงเทพมหานคร เขตทวีวัฒนา-หนองแขม ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ในปี 2544 ซึ่งขณะนั้นเป็น สส. ที่มีอายุน้อยที่สุดในสภา แค่อายุ 25 ปี
อย่างไรก็ดี จุดพลิกผันสำคัญของชีวิตการเมือง คือการเป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ในปี 2556-2557 โดยทำหน้าที่เป็น โฆษก กปปส. ขับไล่รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งทำให้นายเอกนัฏเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะคนรุ่นใหม่ที่พูดจาฉะฉาน
หลังจากเว้นวรรคและลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ในปี 2565 ได้เข้ามาเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นทั้งผู้ร่วมก่อตั้งและดำรงตำแหน่ง เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ซึ่งเป็นพรรคที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ก่อนจะมาร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย และได้นั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในครม.แพทองธาร ชินวัตร
อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ยุคพรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาล พรรครวมไทยสร้างชาติได้แบ่งก๊กเหล่า นายเอกนัฏตัดสินใจแยกทางเดินกับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค มาอยู่ในสังกัดพรรคภูมิใจไทยเพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง มีบทบาทสำคัญในการดูแลพื้นที่ กทม. แม้จะพลาดไม่ได้สักเก้าอี้
แต่เมื่อเข้าสู่การจัดตั้งครม.อนุทิน 2 ก็มีชื่อ นายเอกนัฏ ถูกวางตัวไปนั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยมีกระแสข่าวสะพัดว่านายสุเทพ เป็นผู้เจรจาตำแหน่งดังกล่าวให้ และล่าสุดก็ได้รับตำแหน่ง รมว.อุตสาหกรรม
ล้างบางโครงสร้างพลังงาน
ก่อหน้านี้นายเอกนัฏ เคยให้สัมภาษณ์โดยระบุว่า ภารกิจเร่งด่วนของกระทรวงพลังงานในยุคใหม่ ต้องกล้าตัดสินใจแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ไปจนถึงความไม่โปร่งใสในระบบ โดยการทำงานจะยึดข้อมูลจากประชาชนเป็นตัวตั้ง มากกว่ารายงานจากหน่วยงานรัฐเพียงด้านเดียว
ซึ่งจุดเริ่มต้นสำคัญคือการรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ โดยเฉพาะกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยปัจจุบันถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ จากเครื่องมือชั่วคราวเพื่อบรรเทาผลกระทบ กลายเป็นกลไกถาวรที่บิดเบือนราคา
ดังนั้น ในบทบาทของกองทุนน้ำมันฯ เงินที่นำไปอุดหนุนราคาน้ำมันนั้น แท้จริงแล้วช่วยประชาชน หรือกลับกลายเป็นการชดเชยต้นทุนและกำไรให้ผู้ประกอบการในระบบ จึงจำเป็นต้องเปิดข้อมูลเชิงลึกทั้งหมดเพื่อให้สังคมตรวจสอบได้
อีกทั้งจะต้องเรียกผู้ประกอบการโรงกลั่นเข้าหารือ เพื่อทบทวนโครงสร้างรายได้ โดยเฉพาะค่าการกลั่น (GRM) และกำไรจากสต็อกน้ำมัน หรือ Stock Gain ที่เพิ่มสูงในช่วงวิกฤติ ซึ่งต้องมีความโปร่งใสและสะท้อนต้นทุนจริง ไม่ใช่สร้างภาระให้ประชาชนในช่วงราคาพลังงานผันผวน
สำหรับปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ทั้งน้ำมันขาดแคลนและราคาผันผวนนั้น ต้องเร่งตรวจสอบการไหลของน้ำมันทั้งระบบ โดยใช้อำนาจตามกฎหมายเรียกข้อมูลจากคลังน้ำมันและผู้ค้า เพื่อดูเส้นทางน้ำมันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
ปัจจุบันมีความผิดปกติของปริมาณน้ำมันในระบบ โดยข้อมูลที่ได้รับจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่ามีการเบิกจ่ายออกจากคลังมากขึ้น แต่กลับไม่ถึงมือผู้บริโภค สะท้อนความเป็นไปได้ของการกักตุนหรือการลักลอบส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
สำหรับแนวทางแก้ไขคือการสร้างระบบติดตามแบบเรียลไทม์ ทั้ง Dashboard กลาง และการติดตั้ง GPS ในรถขนน้ำมัน เพื่อให้รัฐสามารถตรวจสอบได้ว่าน้ำมันถูกส่งถึงปลายทางจริง ลดช่องโหว่การรั่วไหลออกนอกระบบ
อีกหนึ่งข้อเสนอเชิงโครงสร้าง คือการจัดตั้งคลังสำรองน้ำมันของรัฐ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการวิกฤติพลังงาน โดยไม่ต้องพึ่งพาการสำรองของเอกชนเพียงอย่างเดียว
“หากรัฐมีน้ำมันสำรองในมือ จะสามารถอัดฉีดเข้าสู่ระบบได้ทันทีในช่วงวิกฤต ช่วยควบคุมราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดภาระการใช้งบจากกองทุนน้ำมันที่ต้องอุดหนุนเอกชนเหมือนในปัจจุบัน”
นอกจากนี้ ในระยะยาวเสนอการปฏิรูปโครงสร้างไฟฟ้าผ่านการเปิดเสรีตลาดไฟฟ้า เพื่อลดบทบาทการผูกขาดของผู้ซื้อรายเดียว และเปิดทางให้เกิดการแข่งขันในระบบมากขึ้น
แนวทางสำคัญคือการส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน ให้สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เอง และขายไฟส่วนเกินเข้าสู่ระบบได้ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าไฟและกระจายอำนาจการผลิตพลังงานออกจากศูนย์กลาง
"แนวทางการทำงานจะยึดหลักไม่เกรงใจอำนาจใด และพร้อมเผชิญแรงต้านจากทุกฝ่าย หากเป็นการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนปัญหาพลังงานไทยแก้ได้ ถ้ามีความกล้าและตั้งใจจริง"
นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า จากประสบการณ์การลงพื้นที่ที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าข้อมูลจากประชาชนสะท้อนความจริงมากกว่ารายงานราชการในหลายกรณี โดยยืนยันว่าหากได้รับตำแหน่ง จะเดินหน้าปฏิรูปพลังงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่รับใบสั่งจากกลุ่มผลประโยชน์ใด ซึ่งหากตนมารับตำแหน่งรมว.พลังงานจริง การเข้ามาครั้งนี้ไม่ใช่เพียงบริหาร แต่คือการรื้อระบบที่ฝังรากมานาน เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภคไทยทั้งประเทศ






